
"Start where you are. Use what you have. Do what you can."
Arthur Ashe
ตอนเด็ก ๆ ผมเคยมีความคิดที่จะแต่งนิยายของตัวเอง หนึ่งในความฝันของผมคือการเป็นนักเขียนเพราะรู้สึกว่ามันเจ๋งดี
แต่ด้วยเวลาผ่านไปความฝันอันนี้ก็ค่อย ๆ หล่นหายไปตามกาลเวลา
แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสได้เรียนวิชา Creative Writing, Storytelling, and Creative Performing
กับ Katlin Kaldmaa ช่วงเวลาที่ได้เรียนกับแคทลินผมรู้สึกได้เลยว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่พิเศษมาก
ไม่ว่าใครจะทำอะไรผิด หรือไม่ว่าจะเกิดอะไร แคทลินจะสามารถชมคนที่อยู่ตรงหน้าแบบจริงใจได้เสมอ
และได้เปิดโลกความอิสระแห่งการเขียนให้ ไม่ว่าใครจะเขียนอะไรก็ตามแคทลินไม่เคยตัดสินเลยซักครั้ง
นอกจากนี้ยังได้ทลายกรอบให้อีกว่าการเขียนกลอนที่เราเคยคิดว่าเป็นแบบนี้
แต่แคทลินบอกว่ากลอนแบบนั้นมันเชยไปแล้ว ยุคสมัยนี้อะไรจะเป็นกลอนก็ได้
อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากแคทลินก็คือการจะเป็นนักเขียนที่ดีได้มีองค์ประกอบหนึ่งคือ
ต้องทำงานหนัก ผมจำประโยคทที่แคทลินพูดไม่ได้ แต่เธอได้พูดประมาณว่า
"ถ้าคุณเขียนง่ายที่แย่ ๆ ได้มากพอเดี๋ยวงานดี ๆ จะออกมาเอง"
การได้เรียนกับแคทลินจึงทำให้ผมได้กลับมารู้สึกอีกครั้งหนึ่งว่าผมชอบและสนุกกับการเขียน
ผมสนุกกับการแต่งนิยายสั้น ๆ ของตัวผมเอง
และผมอยากจะลองท้าทายความสามารถของตัวเองมากขึ้นในการเขียนสิ่งที่ยาวขึ้น
ต้องใช้ความต่อเนื่องมากขึ้น ต้องใช้วินัยมากขึ้น
นั่นจึงเป็นการจุดประกายในการเขียนนิยายของผมอีกครั้ง
สุดท้ายขอขอบคุณแฟนของผมครับที่เธอคอยบอกว่าผมเขียนสนุก เรียบเรียงเรื่องสนุก
ซึ่งไม่รู้ว่าพูดจริงหรือพูดเอาใจเฉย ๆ
แต่สุดท้ายผมก็หลงเชื่อและอยากจะลองดูซักครั้ง
คงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดนิยายเรื่องนี้ขึ้นครับ 555
ก็ต้องขอบคุณอีกครั้งด้วยครับ
อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้ผมกล้าที่จะเขียนก็คือผมมีเว็บไซต์ของตัวเอง
เพราะถึงแม้ว่างานของผมจะไม่ถูกตีพิมพ์ แต่อย่างน้อยผมเชื่อว่ามันได้ถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว
ความกลัวที่ว่างานของผมจะมีผมเพียงคนเดียวที่อ่านเท่านั้นจึงหายไป
ผมรู้สึกสนุกมากที่มีเว็บไซต์ของตัวเองเพราะเนื่องจากผมสามารถที่่จะทำอะไรก็ได้
อยากปรับตรงนี้ อย่างเพิ่มตรงนี้ อยากตัดตรงนี้ออก
และการเขียนนิยายก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมอยากเพิ่มเข้ามาเพราะมันคือตัวของผมเอง
ผมอยากสนุกกับไปกับมันเหมือนผมที่ผมทำเว็บนี้ขึ้นมา
ดังนั้นถ้าในเว็บนี้จะมีเนื้อหาอะไรแปลก ๆ พิศดาร ไม่เป็นหมวดหมู่ไม่ต้องสนใจนะครับ
เพราะจริง ๆ แล้ว เว็บไซต์นี้ได้ทำหน้าที่ของมันออกไปแล้วนั่นคือ
คือช่องทางหนึ่งในการแสดงออกตัวตนของผมครับ
ถึงแม้ตอนนี้ผมยังไม่ใช่ผู้ที่เชี่ยวชาญด้าน AI
แต่ผมเชื่อว่าความรู้ด้าน Data Science ของผมตอนนี้มีอยู่ในระดับหนึ่ง
ในวิสัยทัศน์ของผม ผมเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่ AI จะทำได้
งานอะไรที่ AI จะสามารถเข้ามาแย่งงานของมนุษย์ได้
มนุษย์อีกจำนวนงานจะไม่มีงานทำในอนาคตที่จะมาถึง
งานเหล่านั้นคืองานที่ทำซ้ำได้ ฝึกฝนได้ง่าย หาคนมาทำทดแทนได้ง่าย
เพราะงานเหล่านั้นจะพูดทดแทนโดยหุ่นยนต์ และงานเหล่านั้นจะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หากเอา AI เข้ามาช่วยในกระบวนการปรับปรุงประสิทธิภาพ
ผมเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถสร้างธุรกิจในระดับนั้นได้
ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเก็บข้อมูลหรือเข้าถึงข้อมูลแบบ Big Data ได้
ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นจะยิ่งสูงขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจะเก่งยิ่งขึ้น มีความรู้ลึกขึ้น
ส่วนมนุษย์ธรรมดาจะมีพื้นที่ในการดำรงชีวิตยากขึ้น
เพราะนอกจากจะต้องแข่งขันกับมนุษย์ด้วยกันแล้วยังจะต้องแข่งขันกับ AI อีก
แต่นั่นเป็นธรรมชาติในสังคมที่มีวิวัฒนาการ
เพราะก็จะมีอาชีพใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ อาชีพที่ยุคนี้ไม่มี
และจะมีบางอาชีพคงอยู่เสมอไป
แต่สิ่งหนึ่งที่ AI ไม่สามารถที่จะสร้างผมงานได้เทียบเท่ากับมนุษย์คือ "ศิลปะ"
เราเห็น Mid journey ซึ่งเป็น AI ที่ใช้วาดรูปซึ่งผมก็นำมาวาดรูปประกอบนิยายของผม
ผมไม่ต้องจ้างคนวาดรูปการสร้างภาพประกอบ
แต่ศิลปินที่วาดรูปจะตกงานหรือ?
งานของศิลปิลต่าง ๆ มูลค่าจะลดลงเพราะมี AI หรือไม่?
คำตอบของผมคือไม่ และ AI จะไม่สามารถมาทดแทนมูลค่าตรงนี้ไปได้
"AI มีความรู้ AI มีความฉลาด AI มีความสามารถ
แต่ AI ขาดจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์"
"AI อยู่เหนือข้อจำกัดของเวลา
AI สามารถสร้างผลงานได้อย่างรวดเร็ว
มนุษย์มีข้อจำกัดมากมาย และหนึ่งในนั้นคือเวลา
แต่นั่นทำให้ผลงานของมนุษย์คุณค่า ความหมาย และเจตจำนง"
ซึ่งนั่นทำให้ผลงานที่ถูกสร้างโดยมนุษย์มีมูลค่ามากกว่า AI
ลองคิดถึงงานศิลปะชิ้นที่มีราคาเกิด 1 ล้านบาท
แต่นอนว่าไม่ได้มีชิ้นเดียวในโลกแน่ และก็ไม่ได้มีชิ้นเดียวในประเทศไทย
และผลงานเหล่านั้นผมเชื่อว่าส่วนมากไม่ได้ถูกสร้างโดย AI
แต่ถูกสร้างขึ้นจากมนุษย์คนหนึ่งที่เห็นคุณค่าของงานศิลปะและงานที่ตัวเองทำ
(ผมนับผลงานที่มนุษย์เป็นคนคิด แต่ใช้ AI ทำว่าเป็นมนุษย์สร้างอยู่ดี
เพราะงานเหล่านั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเพราะคนสร้างรู้วิธีทำให้ brand ของตัวเองมีมูลค่า
ทำอย่างไรนักลงทุนสนใจ ซึ่งมูลค่ามันอยู่ที่ตรงนี้ ซึ่ง AI ไม่ได้ทำ แต่ AI เป็นเครื่องมือ)
RaVen จึงเป็นการแสดงออกเชิงต่อสู้เพื่อให้มนุษย์ในยุคหลังได้รับรู้ว่า
คุณค่าที่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งได้สร้างขึ้น สามารถต่อสู้กับสิ่งที่ AI สร้างขึ้นได้
เราสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ในการพัฒนาผลงานของเราให้ดียิ่งขึ้นได้
และหาสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่เราทำได้
และสุดท้ายจะมีคนจ่ายเงินให้เราทำในสิ่งที่เราทำได้ แต่ AI ทำไม่ได้
ผมอยากเขียนนิยายแนวหลังโลกยุคล่มสลายครับ
การต่อสู้ของมนุษย์กับ AI ในยุคอนาคตจะเป็นอย่างไร 555
แต่มีความกลัวอย่างหนึ่งก็คือกลัวโดนด่า 555
เพราะเวลาไปอ่านนิยายหรือเรื่องแต่งของคนอื่นแล้วจะมีความรู้สึกขัดใจว่า
ทำไมมันกลายไปเป็นแบบนั้นได้วะ ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม
พอมาเขียนเองก็จะพยายามให้ดีที่สุดนะครับที่จะทำให้ทุกอย่างมันเป็นเหตุเป็นผลที่สุด
หรือจริง ๆ แล้วก็จะได้เข้าใจซักทีว่า อ๋อ โดนด่าก็ไม่ใช่เรื่องแปลก 55
ผมอยากจะใส่จิตนาการของผมลงไปในนิยายที่ไม่ใช่โลกยุคปัจจุบัน
เป็นอนาคตที่ไม่ใช่โลกยุคอนาคต แต่เป็นโลกยุคอดีตที่อยู่ในอนาคต
อยากใส่การเอาตัวรอดเข้าไป และมีการเมืองผสมอยู่นิดหน่อย
สุดท้ายแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้คือความดาร์กครับ เพราะเป็นลายเซ็นของผม
หลังจากที่ได้ทดลองเขียนสิ่งต่าง ๆ มาหลายเรื่อง
สุดท้ายจริง ๆ แล้วฝากติดตามผลงานด้วยนะครับ
ไว้ถ้าเขียนเสร็จจริง ๆ ซึ่งอาจจะอีกหลายปี ผมอาจจะลองส่งสำนักพิมพ์ซักแห่งดู
จะได้รู้ว่า อ๋อ มันเป็นยังไง การเดินทางบนอีกเส้นทางหนึ่งที่ไม่เคยไป
ขอขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้มาก ๆ นะครับ
หากใครชอบสามารถสนับสนุนค่ากาแฟ ให้มี caffeine ในการขับเคลื่อนชีวิตได้ที่นี่นะครับ
ขอบคุณอีกครั้งครับ
นักเขียนฝึกหัดและผู้ก่อตั้ง homemade-counseling