"Not all those who wander are lost"
― J.R.R. Tolkien, The Fellowship of the Ring
ผมขึ้นต้นบทความนี้ด้วยประโยคจาก J.R.R. Tolkien ที่แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "ไม่ใช่ผู้ร่อนเร่ทุกคนที่หลงทาง"
ดังนั้นผมจึงเชื่อมโยงและสรุปเอาเองว่า "คนที่เดินทางแบบมีจุดหมายก็ไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นไม่หลงทาง"
เนื่องจากช่วงนี้ประเด็นที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้มารับบริการจะมีบริบทของการหลงทางดำรงค์อยู่ด้วย
ตรงนี้เองจึงเป็นส่วนจุดประกายให้ผมได้เขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมา
บทความชิ้นแรกในเว็บไซต์นี้ควรจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ผมเชี่ยวชาญมากที่สุด
ผมก็ใช้เวลาทบทวนอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องอะไร ซึ่งสุดท้ายเรื่องที่ผมคิดว่าผมเข้าใจดีที่สุดคือ "ตัวผมเอง"
วินาทีที่เราตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งในอดีต ผมเชื่อว่าเราทุกคนได้คิดวิเคราะห์และทบทวนอย่างดีแล้ว ยิ่งหากเรื่องที่เราตัดสินใจเป็นเรื่องที่จะส่งผลกระทบกับเราอย่างมาก เราจะหาข้อมูลมากขึ้นและทบทวนมากขึ้น แต่สุดท้ายแล้วเมื่อเวลาผ่านไป เวลาได้เฉลยคำตอบในเส้นทางที่เราเลือก เราถึงจะรู้ว่าเส้นทางที่เลือกนั้นมันใช่และนำไปสู่สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ หรือไม่?
เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เราคาดหวัง เมื่อนั้นความผิดหวังจึงก่อตัวขึ้น
เราทุ่มเททั้งเวลา พลังงานและทรัพยากร เพื่อก่อให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้น
แต่เมื่อสิ่งนั้นมันไม่เกิดขึ้น ขึ้นไม่เป็นตามตามคาด จึงไม่แปลกที่เราจะเจ็บปวด ผิดหวังและเสียใจ เรายิ่งรู้สึกแย่มากขึ้นที่สิ่งที่เราทุ่มเทไปนั้นไม่ได้ให้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับสิ่งที่เราได้ทุ่มเทลงไป
ในชีวิตนี้ผมเชื่อว่าทุกคนที่มีชีวิตรอดจนมาอ่านบทความนี้ได้ คุณต้องพบเจอกับความผิดหวังมานับไม่ถ้วนแล้ว ขอแสดงความยินดีที่อย่างน้อยคุณก็ผ่านมันมาได้
ถึงแม้ว่าตอนนี้คุณจะมีเรื่องที่ต้องเผชิญอยู่อีกกี่เรื่องก็ตาม
ผมขอเป็นกำลังใจให้คุณในการเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น และเผชิญหน้าอย่างมีชีวิตชีวาเมื่อคุณพร้อมเผชิญหน้ากับมัน :)
การสร้าง Homemade-Counseling สำหรับผมแล้วไม่ใช่บริการแรกที่ผมได้สร้างขึ้น แต่เป็นบริการที่ 3
หลังจากสร้างบริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาขึ้นแล้ว 2 บริการและก็ปิดบริการทั้งสองบริการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

บริการแรกที่ผมได้สร้างขึ้นก็คือ "ดูไพ่ไม่แม่น by Bye" หรือ "TarotbyBye" ในปี 2020
เหตุผลที่ผมสร้างบริการนี้ขึ้นมาเพราะว่าผมมีมุมมองดังนี้
"คนไทยเวลามีปัญหาชอบไปหาหมอดูมากกว่าการเข้าหานักจิตวิทยา
นักจิตบำบัด หรือจิตแพทย์"
.jpg)
จุดประสงค์ที่แท้จริงของบริการก็คือ เพื่อให้คนที่ไม่เคยได้ยินหรือรู้จักว่านักจิตวิทยาที่แท้จริงเป็นอย่างไร
ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับนักจิตวิทยา
จากประสบการณ์ที่ได้พูดคุยกับเพื่อนที่เป็นชาวต่างชาติ ผมรับรู้ได้ว่างต่างประเทศเขาให้ความสำคัญ กับอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตมากกว่าประเทศไทย บางประเทศหากคุณสนใจที่จะเรียนสายสุขภาพจิตแล้ว
ประเทศจะสนับสนุนค่าเทอมให้ เพราะมองว่ามันเป็นงานที่ทำให้ประเทศดีขึ้น ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
และเขาเห็นความสำคัญจริง ๆ เขาถึงมีงบประมาณตรงนั้นสนับสนุน ไม่ใช่บอกเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ดังนั้นผมจึงคิดว่าผมจะต้องทำตัวเองให้เข้าถึงง่ายที่สุด นั่นก็คือการแปลงร่างกลายเป็นหมอดู ผมกล้าพูดเลยว่าผมตั้งใจศึกษาอย่างจริงจัง และศึกษาอยู่หลายเดือน
แต่พอเวลาเราพูดคุยกับลูกค้า เราเปิดไพ่เหมือนหมอดู แต่จริง ๆ แล้วเนื้อในของเราเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา
เราเชิญชวนผู้ที่มาพูดคุยกับเราได้สำรวจสิ่งที่เกิดขึ้นและทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
เราใช้สิ่งที่เราเรียนมาทั้งสองศาสตร์ผสมกันเพื่อให้ก่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับบริการ เมื่อเข้าถึงง่าย เราก็สามารถพูดคุยกับคนได้ปริมาณมากขึ้น
เรามีประสบการณ์มากขึ้น และผมคิดว่าเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย
พอเริ่มทำงานมาระยะหนึ่งคนก็เริ่มรู้จักมากขึ้นดังนั้นผมจึงมีโอกาสได้ไปออกงานตามสถานที่ต่าง ๆ

รูปทางด้านซ้ายคือเป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปออกงานที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งโดยในเวลานั้น เพื่อนของผมได้บอกว่า
เธอรู้ว่ามีร้านแห่งหนึ่งเขาได้จัดงานเล็ก ๆ ขึ้น และทางร้านอยากให้มีกิจกรรมหลากหลาย เธอจึงแนะนำให้ผมได้ไปเปิดซุ้มดูไพ่
ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาในเวลานั้นก็คือตั้งแต่เริ่มงานประมาณบ่ายโมงจนลูกค้ารายแรก ถึงเวลาประมาณหนึ่งทุ่มซึ่งเป็นลูกค้ารายสุดท้าย ผมจำได้ว่าผมแทบจะไม่ได้พักดื่มน้ำในการดูไพ่เลย
ถ้าจำไม่ผิดวันนั้นผมมีลูกค้าประมาณ 12 - 13 คน
ลูกค้าหลายรายมากจากการที่เพื่อนของเขาโทรเรียกให้มาดูไพ่
และเขาก็ขับรถมาเพื่อที่จะมาดูไพ่โดยเฉพาะ แต่สุดท้ายก็มีลูกค้าอีกหลายรายที่เลิกล้มเพราะต้องรอคิวนานและกลับไปก่อน
ผมเลยรู้สึกว่าการดูไพ่มันตอบโจทย์จริง ๆ เพราะว่าจากการที่เราเป็นใครไม่รู้ ไม่มีชื่อเสียง แล้วการดูไพ่มันทำให้เราสามารถกลายเป็นที่รู้จักได้ นอกจากนี้แล้วเราสามารถที่จะเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น
ถ้าผมไม่มาดูไพ่ในวันนั้นผมก็อาจจะไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับคนบางตอนอีกเลยในตลอดชีวิต
และผมเห็นว่าทุกคนมีปัญหาอะไรบางอย่างในใจและอยากจะจัดกับปัญหาเหล่านั้น
จนถึงวันหนึ่งผมได้มีโอกาสไปออกงานเป็นงานฮัลโลวีนที่ร้านเบียร์คราฟแห่งหนึ่ง
ซึ่งคือรูปประกอบทางด้านขวาล่าง
งานนั้นผมก็ได้ดูไพ่เหมือนเดิมซึ่งผมจำไม่ได้ว่าผมดูให้กับลูกค้าไปทั้งหมดกี่คน
เพราะตั้งแต่เริ่มงานจนจบงาน และถึงแม้เลิกงานปิดเพลงแล้วก็ยังมีลูกค้าสนใจดูไพ่กับผมอยู่
อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามาถูกทางก็คือ วันนั้นมีน้องผู้ชายคนหนึ่งได้เข้ามาพูดคุยกับผม
ซึ่งก็เป็นกระบวนการเปิดไพ่พูดกันกับแบบปรกติไม่มีอะไรแปลกพิเศษออกไป
จนเวลาผ่านไปประมาณราว ๆ หนึ่งชั่วโมงซึ่งผมจำเวลาที่แน่ชัดไม่ได้ น้องผู้ชายก็ได้กลับมานั่งหน้าผมอีกครั้งและบอกว่าคราวนี้มีเรื่องที่เขาอาจจะพูดด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาไม่รู้ว่าจะพูดกับใคร แต่เป็นเพราะอะไรไม่รู้น้องเขาบอกว่าเขาอยากเล่าให้ผมฟัง

สิ่งที่น้องเขาเล่าให้ผมฟังก็คือน้องเขาได้เลิกกับแฟนเก่าไปแล้ว และเขาก็มีแฟนใหม่ซึ่งเขารักแฟนใหม่ของเขามาก ๆ
แต่เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา แฟนเก่าของเขาได้บอกว่าเธอท้อง
ตอนนั้นผมรู้สึกว่าผมอยู่ถูกที่ถูกทางมาก เพราะเรานี่คือสิ่งที่เราคาดหวังไว้และเราก็เจอจริง ๆ เราเจอคนที่เขามีปัญหาซึ่งเขาไม่รู้ว่าเขาควรจะหันหน้าพูดคุยกับใคร
เขาไม่รู้ว่าเรื่องนี้เขาสามารถไว้ใจใครได้บ้าง หรือเขาไม่รู้ว่าเขาจะพูดกับใครได้บ้าง ซึ่งจนสุดท้ายแล้วผมก็ได้ใช้ทักษะในการทำจิตบำบัดและน้องเขาก็ได้คำตอบบางอย่างกลับไป มันยิ่งเป็นการตอกย้ำว่านี่คือสิ่งที่ผมต้องการที่จะทำมันจริง ๆ คือการทำจิตบำบัดให้ชาวบ้านเข้าถึงได้
ซึ่งผมก็มีรีวิวของลูกค้าที่ดูไว้เก่า ๆ เก็บไว้ใน Medium คือ ผมหลงผิดคนที่ 1, ผู้หลงผิดคนที่ 2, ผู้หลงผิดคนที่ 3 และผู้หลงผิดคนที่ 4
เมื่อผมมั่นใจว่าผมกำลังทำอะไรอยู่สิ่งที่ผมทำก็คือศึกษามากขึ้น ทุ่มเทมากขึ้น โดยทุกวันผมจะมาเรียนรู้เรื่องไพ่มากขึ้น อ่านหนังสือมากขึ้น ทำสรุปเกี่ยวกับไพ่มากขึ้น ไปศึกษาว่าคนอื่นอ่านไพ่ใบนี้อย่างไรในบริบทนี้ หาแนวที่ที่เหมาะสมที่สุดกับเราเพื่อให้ผมสามารถดึงศักยภาพของทั้งสองศาสตร์ออกมาได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราเคยคิดว่าใช่ในเวลานั้นเมื่อเวลาผ่านมันมันอาจจะไม่ใช่แล้วก็ได้ จนถึงจุดหนึ่งผมก็เริ่มตระหนักจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าและมีคำถาม ทำไมคนที่มาดูไพ่ แล้วเราได้พูดคุยกับเขาและทำจิตบำบัดกับเขา
ทำไมผลลัพธ์ส่วนใหญ่มันออกมากลายเป็นการพูดคุยไม่มีคุณภาพ?
"ทั้ง ๆ ที่คนที่ต้องการมาดูไพ่ กับคนที่มาทำจิตบำบัด
เขามีความทุกข์เหมือนกัน
เขาต้องการออกจากความทุกข์ที่เกิดขึ้นเหมือนกัน
แต่สิ่งที่คนทั้งสองกลุ่มต้องการมันต่างกัน"
ผมเริ่มเจอปรากฏการณ์แฟนจะกลับมากมากขึ้น
โดยปรากฏการณ์นี้คือลูกค้าพึ่งเลิกกับแฟนมา หรือทะเลาะกับแฟน และอยู่ในช่วงที่รอคอยให้แฟนกลับมา โดยสิ่งที่ลูกค้าทำก็คือ ไปหาหมอดู และถ้าหมอดูคนไหนบอกว่าแฟนจะไม่กลับมาก็จะบอกว่าหมอดูคนนั้นไม่ดี และจะดูดวงไปเรื่อง ๆ วันหนึ่งอาจจะดูดวงกับหมอดู 5 คนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพื่อที่จะรอคอยหมอดูซักคนบอกเธอหรือเขาว่า แฟนของคุณจะกลับมา แฟนของคุณยังรักคุณอยู่ หรืออยากได้ยินว่าแฟนไม่รักคุณแล้วจะได้ตัดใจและกล้าออกจากความสัมพันธ์ ซึ่งถ้าหมอดูคนไหนบอกว่าแฟนจะกลับมาลูกค้าจะชื่นชมหมอดูคนนั้น และบอกว่าแม่น
ผมเริ่มมีหลักฐานมากขึ้นเพราะระหว่างที่ผมดูไพ่ไปด้วยผมก็ทำจิตบำบัดกับลูกค้าที่มีไปด้วยเรื่อย ๆ เช่นกัน ผมกล้าพูดเลยว่าผมตั้งใจกับทุกคนที่ผมได้พูดคุยด้วย ไม่ว่าจะมาจากการดูไพ่หรือสนใจทำจิตบำบัดโดยตรง
ผมเริ่มเห็นความแตกต่างของคุณภาพบทสนทนาระหว่างคนทั้งสองกลุ่มชัดเจนขึ้น
คนกลุ่มหนึ่งอยากจะควบคุมอนาคต หรือจัดการสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยใช้ไพ่เป็นเครื่องมือ แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะจัดการอนาคตเหมือนกัน แต่เต็มใจที่จะดำดิ่งลงไปทำความเข้าใจกับตัวตนของตนเอง ยอมโอบรับและต่อสู้กับความอึดอัดและไม่เคยชิน ยอมอยู่กับความไม่รู้ที่ไม่รู้ว่านักจิตบำบัดจะพาเขาและเธอไปไหน ตั้งใจทำการบ้าน มาตามนัดตรงเวลา จัดการตัวเองให้อยู่ในบทบริที่พร้อมทั้งร่างกายและสถานที่ ซึ่งความตั้งใจของเขาเหล่านั้นไม่ส่งผลอย่างมากต่อความก้าวหน้าในกระบวนการ
สุดท้ายแล้วผมก็มานั่งคิดทบทวนกับตัวเองว่าความจริงแล้วผมมีเวลาชีวิตที่จำกัด
ผมไม่สามารถที่จะพูดคุยกับทุกคนบนโลกนี้ได้ เราอยากจะเสียเวลาในชีวิตไปกับคนที่เห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามีจริง ๆ หรือเราอยากจะใช้เวลาไปกับคนที่เขายังไม่ถึงเวลา
ซึ่งใจหนึ่งเราก็อยากที่จะช่วยเพื่อนมนุษย์ แต่ชีวิตมันต้องดำเนินต่อไป มันเหนื่อยที่ต้องต่อสู้กับอุดมการณ์ในใจของตัวเอง
เพื่อไปคาดหวังกับสิ่งที่คนอื่นไม่ได้เป็น
เราต่างหากที่เป็นคาดหวังให้ปลากลายเป็นลิง และลิงกลายเป็นปลา
สุดท้ายคนที่เจ็บปวดที่สุดก็เป็นผมอยู่ดี
เมื่ออยู่ในฐานะของนักบำบัดคนหนึ่งแล้วผมไม่เคยคลางแคลงใจในความตั้งใจของผม เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดออกมาดีที่สุด เพราะผมรู้ว่านั่นคือชีวิตของคนคนหนึ่ง ซึ่งเรามีโอกาสหนึ่งที่จะช่วยเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เราได้สามารถงอกงามในแบบที่เขาเป็น
เมื่อผมมีอายุมากขึ้น สิ่งต่าง ๆ หลายอย่างรอบตัวก็เริ่มเปลี่ยนไป ผมเริ่มชั่งน้ำหนักกับตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่ผมอยากจะทำจริง ๆ ผมชอบตัวเองที่ได้นั่งในกระบวนการการทำจิตบำบัด
เพราะผมรู้ว่ามันเป็นการเรียนรู้ทั้งสองฝ่าย ซึ่งปัญหาหลาย ๆ อย่างในชีวิตของผม ถูกคลี่คลายลงเพราะผมได้เรียนรู้มากจากคนที่อยู่ตรงหน้าผม
ผมคิดเงินจากการทำจิตบำบัดเป็นรายครั้งและไม่ได้เก็บเป็นรายชั่วโมงเพราะว่า
หากผมได้เปิดคุยเรื่องที่อยู่ในใจของใครซักคน ผมจะไม่ทำให้เขารู้สึกแย่กับชีวิตมากกว่าเดิมหลังจากคุยกับผม
ซึ่งผมจะทำให้เต็มที่ที่สุด โดยเคสล่าสุดผมก็ได้พูดคุยไป 2 ชั่วโมง (ถ้าเป็นไปได้อยากได้อยู่ที่ 45 - 60 นาที)
ถามว่าผมเหนื่อยไหม ผมเหนื่อยนะ แต่อย่าลืมว่าคนที่อยู่ตรงหน้าของเราเขาก็เหนื่อยเหมือนกัน ในเมื่อเขายังไม่ยอมแพ้ เขาไว้ใจและกล้าเปิดใจที่จะพูดคุยกับเราแล้ว ถ้าเป็นไปได้หรือถ้ามันไม่เกินความสามารถของผม ผมจะไม่อยากให้เขาเกิดความรู้สึกหน่วง ๆ ในใจ ไปตลอดทั้งสัปดาห์ หรือถ้าหากเขาไม่กลับมาอย่างน้อยผมก็อยากให้เขามีภาพจำของนักทำจิตบำบัดในเชิงบวก
และผมจะพูดคุยผู้มารับบริการของผมทุกคนก็คือ การที่ผมทำงานกับคุณเรื่องนี้แล้วไม่สำเร็จ ไม่ได้แปลว่านักจิตบำบัดท่านอื่นจะทำไม่ได้เช่นกัน ผมอยากให้ผู้มารับบริการมีความหวัง และรู้ว่าถึงแม้ว่าผมจะช่วยสนับสนุนเรื่องนี้ของเขาไม่ได้
แต่อย่างน้อยมันก็มีทางออกอื่นอยู่ถึงแม้ว่าจะต้องเปลี่ยนนักจิตบำบัดอีก 5 หรือ 10 คน ก็ตาม ถ้าเขายังไม่ยอมแพ้สุดท้ายแล้วทางออกเขาจะได้ในสิ่งที่เขาค้นหา
เมื่อหลงทาง ผมได้กลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง และเมื่อได้ไตร่ตรองใคร่ครวญดีแล้ว ก็ชัดเจนมากขึ้นว่าทิศทางไหนที่เราอยากจะเดิน คนแบบไหนที่เราอยากจะเป็น เราอยากจะให้คนอื่นมองหรือเรียกว่าเราเป็นอะไร
อะไรคือสิ่งที่เราอยากจะทำให้ตัวเอง และอะไรคือสิ่งที่เราอยากทำให้คนอื่น

การทำจิตบำบัดเป็นสิ่งที่ผมสนใจและหลงไหลมาตั้งแต่การเรียนระดับชั้นปริญญาตรี หากมีกิจกรรมใดที่จะทำให้ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้น หรือกิจกรรมที่ทำจิตบำบัดได้ดีขึ้น หากผมสามารถจัดการที่จะพาตัวเองเข้าร่วมได้ผมไม่ลังเลที่จะเข้าร่วมมัน
การที่ผมตัดสินใจตั้งแต่ปริญญาตรีว่าจะต่อปริญญาโทจิตวิทยาการปรึกษามันไม่ใช่ความบังเอิญ และตลอดเวลาที่ถึงแม้ผมจะไปทำอย่างอื่นแต่การทำจิตบำบัดเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยทิ้ง
การเดินทางของผมในฐานะนักทำ จิตบำบัดมันยาวนานหลายปีมาก
ด้วยทักษะ วุฒิการศึกษาและประสบการณ์ที่มีผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่าตัวเองคือนักทำจิตบำบัดคนหนึ่ง
และผมก็ภูมิใจและดีใจตลอดเมื่อมองย้อนมันกลับไป
ถึงแม้ตอนนี้ผมอาจจะย้ายสายงานไปทำอาชีพอื่น ผมสนใจที่เบนเข็มไปทำงาน data science เพราะต้องยอมรับจริง ๆ ว่า ด้วยเงินจากการทำจิตบำบัดอย่างเดียวในประเทศไทย ผมไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตต่อไปได้ เพราะผมยังไม่เป็นที่รู้จักมากพอหรือเหตุผลอันใดก็ตาม อีกทั้งเพราะผมเลือกที่จะไม่ขึ้นอยู่กับองค์กรไหน เพราะผมต้องการความอิสระในการสร้างงานศิลป์ ผมไม่อยากให้เวลามาเป็นข้อจำกัด ผมจึงคิดเงินเป็นครั้งไม่ใช่นาที
ผมไม่อยากถูกกดดันว่าวันนึงต้องทำกี่เคสเพื่อให้เดือนนี้สามารถอยู่ต่อไปได้
หากผมยึดเป็นอาชีพหลัก ผมไม่อยากทำมันเพราะผมต้องทำมัน ผมอยากที่จะทำมันต่อไปเพราะผมเลือกที่จะทำมันเอง
ดังนั้นผมจึงเลือกที่จะทำอาชีพอื่นเป็นหลักและทำบำบัดเป็นอาชีพเสริม
ณ ตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมได้ตัดสินใจมันถูกจริง ๆ ไหม อนาคตผมอาจจะต้องไปทำงานอยู่ภายใต้องค์กรใดซักแห่งเพราะปัจจัยต่าง ๆ หรืออาจจะเกิดอะไรที่ผมคาดไม่ถึงก็เป็นได้ ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคตผมอาจจะหลงทางอีกก็เป็นได้
แต่อย่างน้อยวันนี้ผมก็ได้กลับมาทบทวนถึงสิ่งที่เคยทำ เราสามารถชื่นชมตัวเองได้อย่างสุดหัวใจตลอดเส้นทางที่ผมได้เลือกเดิน และมันทำให้ผมชัดเจนมากขึ้นมาทิศทางไหนคือสิ่งที่ผมอยากไป
มันทำให้ผมได้มีโอกาสปล่อยวางคนที่เคยเป็น เพื่อให้เราได้กลายเป็นคนที่เราอยากจะกลายเป็นจริง ๆ
ขอบคุณผู้ที่มารับบริการที่ทำให้ผมได้สำรวจตัวเองและเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กัน
หากในอนาคตที่ผมรู้ตัวว่าผมได้หลงทางอีกครั้ง มันก็จะเป็นช่วงเวลาที่ดี
ที่คอยบ่มเพาะและนำผมได้กลับมาไตร่ตรองอีกครั้งว่าจริง ๆ แล้วผมอยากที่จะเป็นคนในเวลานั้น
"การหลงทางจึงไ่ม่ใช่สิ่งที่แย่ แต่มันคือหัวใจสำคัญในการค้นพบบางอย่าง"กลับด้านบน
นักจิตวิทยาการปรึกษาและผู้ก่อตั้ง homemade-counseling