หลังจากที่ได้ทำ JEBJIT PODCAST EP. 1 และปล่อยออกไป
ส่วนตัวก็รู้สึกว่าเนื้อหาค่อนข้างเข้าถึงยากเกินไป
ดังนั้น EP นี้ผมตั้งใจที่จะทำให้เข้าใจได้ง่ายมากขึ้นนะครับ
แต่ยังได้สาระทางจิตวิทยาเหมือนเดิม
เนื้อหาของบทความนี้จะเป็นตอนที่ 2 เกี่ยวกับทฤษฎีอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ในเชิงของนักบำบัด
โดย 4 หัวข้อแรกที่ได้นำเสนอไปแล้วคือ
โดย EP แรกจะเหมือนกับเป็นการปูทางให้เห็นภาพรวมของอัตถิภาวะนิยมนะครับ
เนื้อหาของบทความนี้จะเป็นตอนที่ 2เกี่ยวกับทฤษฎีอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ในเชิงของนักบำบัด
โดย 4 หัวข้อแรกที่ได้นำเสนอไปแล้วคือ
ธรรมชาติของทฤษฎีอัตถิภาวะนิยมจะเป็นทฤษฎีที่ไม่เน้นเทคนิคมากมายในการบำบัด
แต่จะเป็นทฤษฎีที่เน้นการทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นว่ามีความหมายอย่างไรต่อบุคคลที่อยู่ตรงหน้า
ทฤษฎีอัตถิภาวะนิยมจะเคารพสิ่งที่บุคคลเป็น
ดังนั้นทฤษฎีจะเน้นทำความเข้าใจมิติต่าง ๆ ของพฤติกรรมที่แสดงออก
โดยใช้แนวทางที่หลากหลายในการทำความเข้าใจ
จุดประสงค์ของทฤษฎีอัตถิภาวะนิยมจะมุ่งเน้นไปที่บุคคลที่รู้สึกโดดเดี่ยวในโลกนี้หรือรู้สึกวิตกกังวล
อย่างไรก็ตามทฤษฎีอัตถิภาวะนิยมจะไม่เน้นไปที่การกำหนดกฏเกณฑ์ หรือแนวทางที่ชัดเจนในการบำบัด
แต่จะเน้นไปที่การทำความเข้าใจประสบการณ์ที่ลึกที่สุดของบุคคลคนนั้น
เพราะว่าทฤษฎีอัตถิภาวะนิยมมองว่าตัวตนของมนุษย์เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ดังนั้นการบำบัดครั้งเดียวแล้วจบจึงไม่ใช่มุมมองที่ทฤษฎีอัตถิภาวะนิยมยึด
ทางทฤษฎีมองว่ามนุษย์สามารถสร้างตัวตนใหม่ได้ตลอดเวลา
การเป็นมนุษย์จึงหมายถึงการที่บุคคลสามารถค้นหาความหมายของการมีอยู่ของตนเองได้
โดยการตั้งทำถามต่อตนเอง ตั้งคำถามต่อผู้อื่นและตั้งคำถามต่อโลกที่อยู่
โดยคำถามเหล่านี้มักจะเป็นคำถามเชิงปรัชญาที่นักปรัชญาตะวันตกชอบใช้
Who am I? What can I know? What ought I to do?
What can I hope for? Where an I going?
ทำไมการทำความเข้ามนุษย์จึงจำเป็น?
เพราะว่าหากเรามีมุมมองต่อคนตรงหน้าอย่างไร
เราก็จะปฏิบัติกับคนตรงหน้าของเราเช่นนั้น
ดังนั้นแล้วมุมมองและทัศนคติที่เรามีต่อบุคคลตรงหน้าเรา
จึงเป็นสิ่งที่สำคัญหรืออาจจะสำคัญกว่าเทคนิคและวิธีการที่เราใช้ในการบำบัด
เพราะฉะนั้นเราจะมาทำความเข้าใจว่าทฤษฎีอัตถิภาวะนิยมมุมมองต่อมนุษย์อย่างไร
ซึ่งทฤษฎีอัตถิภาวะนิยมมีมุมมองว่าองค์ประกอบของมนุษย์คนหนึ่งจะประกอบไปด้วย 6 มิติดังนี้
และนักบำบัดใช้ประโยชน์จากแนวคิดนี้ได้อย่างไร?
การตระหนักรู้ในตนเอง เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
เพราะการที่เราทบทวนตนเองหรือเลือกทางเลือกในชีวิตได้
เนื่องจากการที่เรามีความสามารถในการตะหนักรู้ตนเอง
ยิ่งเรามีความสามารถในการตระหนักรู้มากขึ้นเท่าไรเราก็จะมีทางเลือกมาขึ้นเท่านั้น (อธิบายเพิ่มหัวข้อ 2)
โดยบุคคลจะสามารถพัฒนาการตระหนักรู้ในชีวิตตนเองมากขึ้นได้
หากบุคคลสามารถจะตระหนักมิติเหล่านี้มากขึ้นได้
- เรามีเวลาที่จำกัดในการดำเนินชีวิตและมีเวลากำจัดในการทำสิ่งที่อยากทำ
- เรามีความสามารถในการเลือก เพราะการไม่เลือกก็เป็นการเลือกอีกอย่างหนึ่ง
- ความหมายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลักจากเราถูกโยนเข้ามาในโลก
ซึ่งหลังจากนั้นเราสามารถที่จะสร้างความหมายในชีวิตของเราเองผ่านความมุ่งหมายและความคิดสร้างสรรค์
- ความวิตกกังวลในการมีชีวิตอยู่ คือสำนึกรู้ของอิสระในการดำเนินชีวิตของตนเอง
ซึ่งสิ่งนี้เองจะช่วยให้เราตระหนักถึงทางเลือกที่มีในการดำเนินชีวิต
นอกจากนี้แล้วสิ่งที่ยังช่วยให้เราตระหนักถึงอิสระและความรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา
- มนุษย์ตกอยู่ภายใต้ ความเหงาะ การไร้ความหมาย ความว่างเปล่า ความรู้สึกผิดและความโดดเดี่ยว
- พวกเราเกิดขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์มีทางเลือกในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
หากเราตระหนักรู้ถึงมิติเหล่านี้มากขึ้น เราจะสามารถที่จะเติมโตได้มากขึ้น
ซึ่งกระบวนการบำบัดจะช่วยให้มนุษย์ได้ประสบกับประสบการณ์เหล่านี้ได้ชัดเจนมากขึ้น เช่น
- เมื่อเราตระหนักถึงความวิตกกังวลในการมีชีวิตอยู่
เราก็จะสามารถเลือกระหว่างความอิสระและความปลอดภัยเพื่อตนเองได้
- เห็นว่าตัวตนของตนเองนั้นเป็นอิสระจากคนอื่นหรือไม่
แทนที่ตัวตนของตนเองจะขึ้นอยู่กับการยอมรับจากคนอื่น
ให้บุคคลเรียนรู้ที่จะยอมรับจากตนเองและเป็นอิสระจากเงื่อนไขที่ขึ้นอยู่กับผู้อื่น
- เราสามารถเรียนรู้ว่าเราถูกคุมขังจากการตัดสินใจในอดีต และสร้างทางเลือกใหม่ในปัจจุบันได้
- ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถที่เปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในชีวิตได้
แต่เราก็สามารถที่จะเปลี่ยนมุมมองและเปลี่ยนวิธีการตอบสนองต่อเหตุการณ์
- อนาคตไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนกับอดีตเสมอไป เพราะสามารถเรียนรู้จากอดีตเพื่อเปลี่ยนแปลงอนาคตได้
- ใครก็ตามที่หมกมุ่นอยู่กับความตายและความเจ็บปวด เพราะพวกเขาเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่
- การยอมรับข้อจำกัดของตนเองและเห็นคุณค่าของตนเอง จะทำให้เป็นอิสระจากการพิสูจน์ว่าชีวิตต้องสมบูรณ์แบบ
- ตระหนักได้มากขึ้นว่าเขาหมกมุ่นอยู่กับอดีตและอนาคต หรือทำหลาย ๆ สิ่งมากเกินไปเพื่อทำให้ตนเองยุ่ง
เพราะการกระทำเหล่านี้ทำให้บุคคลล้มเหลวในการอยู่กับปัจจุบัน
การตระหนักรู้มากขึ้นะจะทำให้บุคคลมีทางเลือกมากขึ้น รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ขับเคลื่อนเรา
เข้าใจเป้าหมายในชีวิตมากขึ้น และการตระหนักรู้มากขึ้น
อาจจะทำให้ผู้มารับบริการมีมุมมองใหม่ต่อการใช้ชีวิต
หรือรู้อาจจะรู้สึกว่ามีชีวิตที่ยากขึ้น
แต่นั่นแปลว่าบุคคลเห็นว่าความหมายในชีวิตของตนคืออะไร และสามารถใช้ชีวิตแบบเต็มที่ได้
"We are our choices"
Jean-Pual Satre
ความอิสระและความรับผิดชอบอาจจะเป็นสิ่งที่เราคุ้นชิน
แต่อย่างไรก็ตามแนวคิดเรื่องหนึ่งที่เราอาจจะไม่คุ้นก็คือเรื่อง
bad faith ของ Jean-Pual Satre ที่ได้พูดถึงไปเมื่อตอนที่แล้ว
เพราการรับผิดชอบที่จะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ
"การรับผิดชอบต่อปัจจุบันขณะ"
มันง่ายที่จะโยนความรับผิดชอบให้บุคคลอื่น เช่น
"ที่ฉันเป็นแบบนี้เพราะฉันเติบโตในครอบครัวที่เป็นแบบนี้"
"ฉันถูกหล่อหลอมให้กลายเป็นแบบนี้ ฉันจึงไม่มีทางเลือกอื่นในการดำเนินชีวิต"
อย่างไรก็ตามเราสามารถที่จะเผชิญหน้ากับทางเลือกในชีวิตได้
ว่าเราอยากจะกลายเป็นคนแบบไหน?
และความเป็นไปได้ในการเลือกว่าจะเป็นคนแบบไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว
นอกจากนี้แล้วความรู้สึกผิดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราได้หลีกหนีคำมั่นสัญญาที่เรามีให้ไว้กับตนเอง
นั่นหมายถึงเราว่าไม่ได้ใช้ชีวิตแบบแท้จริงกับตนเอง
เพราะอนุญาตให้บุคคลอื่นกำหนดหรือเลือกทางเลือกให้กับเรา
เหตุจากเราขาดความตระหนักรู้ในการดำเนินชีวิต และให้อิทธิพลภายนอกมีผลต่อเรามากกว่าตนเอง
Frankl บอกว่า อิสระมากับความรับผิดชอบเสมอ
ซึ่งอิสระภาพนั้นจะตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเสมอ เพราะเราไม่สามารถจะเป็นอิสระต่อผลที่ตามมาได้
แต่เรามีทางเลือกที่จะยืนหยัดกับผลลัพธ์ที่ตามมาได้ นั่นคือความรับผิดชอบ
หน้าที่ของนักบำบัดจะช่วยให้ผู้มารับบริการค้นพบและหนักว่า
เราหลีกหนีจากความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง และความเสี่ยงที่จะตามมาจากการหลีกเลี่ยง
หน้าที่ของนักบำบัดจะช่วยให้บุคคลเรียนรู้ที่จะ "เลือกและรับผิดชอบ"
แม้เขาจะหลีกเลี่ยงเรื่องนี้มาทั้งชีวิตก็ตาม
อีกส่วนหนึ่งที่ผู้รับบริการหานักจิตบำบัด เพราะว่า ผู้มารับบริการรับรู้ว่าเขาไม่สามารถควบคุมชีวิตของตนเองได้
ดังนั้นเขาต้องการสูตรลัดความสำเร็จจากนักบำบัด
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่นักบำบัดจะสามารถมอบให้ได้
แต่สิ่งที่นักบำบัดสามารถที่จะทำได้ก็คือ
1) ชวนผู้รับบริการกลับมาตระหนักว่า เขายอมให้อิทธิพลของผู้อื่นครอบงำการดำเนินชีวิตของเขามากเพียงใด
2) ชวนผู้รับบริการกลับมาตระหนักว่า รูปแบบในการดำเนินชีวิตของเขาเป็นอย่างไร อะไรคือราคาที่ต้องจ่าย
3) ชวนผู้รับบริการกลับมาตระหนักว่า เขาเต็มใจหรือไม่ที่จะสร้างทางเลือกใหม่ในการดำเนินชีวิต
ความเหงา ความแปลกแยก เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเราล้มเหลวในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น
ดังนั้นเพื่อให้บุคคลสามารถที่จะหลีกเลี่ยงความเหงาได้
วิธีการที่ง่ายที่สุดในการเพื่อให้ตนเองสามารถกลืนไปกับผู้อื่นได้
ก็คือยอมสูญเสียความเป็นตนเองไป
ปัญหามักจะเกิดขึ้นก็เรายอมให้บุคคลอื่นซึ่งมักจะเป็นบุคคลสำคัญในชีวิต
กำหนดทิศทางในการดำเนินชีวิตของเรา
เลือกคุณค่าในการดำเนินชีวิตให้กับเรา
แทนที่จะค้นหาสิ่งเหล่านั้นด้วยตนเองและต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อตนเอง
เมื่อไรก็ตามที่เราใช้ชีวิตอยู่บนความคาดหวังของผู้อื่น เราก็จะกลายเป็นคนแปลกหน้าของตนเอง
หน้าที่ของนักบำบัดในส่วนนี้คือ สบับสนุนให้ผู้รับบริการมีความกล้าในการเป็น หรือกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง
สิ่งแรกที่จะทำก็คือชวนกลับมาตระหนักว่าตัวตนที่แท้จริงของตนเองเป็นอย่างไร
อะไรคือตัวตนของเราจริง ๆ หากเราเป็นอิสระจากความคาดหวังของผู้อื่น?
แล้วเราอยากจะอยู่ในสถานะนี้ตลอดไปไหม?
อะไรคือราคาที่สิ่งที่ได้รับเมื่อและราคาที่ต้องจ่ายเมื่อต้องอยู่ในสถานะนี้?
แล้วถ้าหากเราอยากจะเริ่มใหม่ เราจะสามารถเริ่มต้นได้จากจุดไหน?
หากเราอยากที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น
สิ่งแรกที่เราควรจะทำก็คือการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตนเอง
ดังนั้นสิ่งแรกที่เราควรเรียนรู้ก็คือการฟังเสียงความต้องการของตนเอง
บุคคลที่สามารถทนต่อความเหงาได้ จึงจะสามารถทนเพื่อความสัมพันธ์ที่ดีได้
เพราะหากเราไม่ทนต่อความเหงาได้ เราก็จะยอมมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีเพื่อขจัดความเหงา
ความเข้าใจผิดที่สุดเกี่ยวกับความเหงาก็คือ
เราสามารถที่จะจัดการกับความเหงาได้ และเราควรจะจัดการกับความเหงาของเรา
แต่เราลืมไปว่าแท้จริงแล้วเราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงความเหงาได้ เพราะต่างเกิดมาอย่างโดดเดี่ยว
หน้าที่ของนักบำบัดก็คือ ช่วยให้ผู้รับบริการเข้าใจความหมายของการมีความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองฝ่าย
เข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่เขาได้จากความสัมพันธ์
อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาไม่สามารถมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งได้
อะไรที่ทำให้ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันเกิดขึ้น
และพวกเขาจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้อย่างไร
สาเหตุที่เรากลัวความเหงา เพราะเราไม่สามารถที่จะจัดการความเหงาได้
หากเราจัดการความเหงาไม่ได้ ชีวิตเราก็จะถูกขับเคลื่อนโดยความเหงา
อย่างไรกระบวนการจัดการความเหงาก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย
เพราะการอยู่ในโหมดเอาชีวิตรอดหรือทำตัวเองให้ยุ่ง มันง่ายกว่าการเผชิญหน้ากับประสบการณ์เหล่านั้น
ดังนั้นแล้วเราไม่สามารถออกจากความเหงาได้ แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางผู้คน
แต่ในทางกลับกันหากเราอยู่ตัวเองได้ แม้เราจะอยู่คนเดียวก็จะไม่รู้สึกเหงา
เพราะมนุษย์เกิดมาอย่างไร้ความหมาย
ดังนั้นแล้วจึงเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องดิ้นรนเผชิญหน้ากับการค้นหาความหมายในการดำเนินชีวิต
การเผชิญหน้ากับนักบำบัดเชิงอัตถิภาวะนิยมจะใช้คำถามเหล่านี้
ช่วยให้ผู้มารับบริการได้เข้าใจความหมายของการมีอยู่ของตนเองมากขึ้น
เช่น Why am I here? What do I want from this life?
What gives my life purpose? Where is the source of meaning for me in life?
หรืออาจจะเป็นคำถามสืบค้นสิ่งที่เป็นปัจจุบันเช่น
"Do you like the direction of your life?"
"Are you pleased with what you are now and what you are becoming?"
"If you are confused about what you are and what you want for yourself,
what are you doing to get some clarity?"
ปัญหาส่วนที่ผู้บำบัดมักจะเจอก็คือ
ผู้มารับบริการเลือกยึดถือหรือละทิ้งค่านิยมตามที่สังคมปฏิบัติ
โดยไม่มีการพิจารณาว่าเหมาะสมกับตนเองหรือไม่
หรือบางครั้งเข็มทิศภายในใจของผู้มารับบริการได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
แต่อย่างไรก็ตามผู้มารับบริการยังยึดกับค่านิยมแบบเดิมอยู่
จนสุดท้ายแล้วผู้บริการก็จะรู้สึกถึงภาวะไร้ซึ่งความหมายในการดำเนินชีวิต
หน้าที่ของนักบำบัดส่วนนี้คือ ทำกระบวนการ
ให้ผู้ที่มารับบริการได้สร้างความหมายในการดำเนินชีวิต
และในขณะเดียวกันให้ผู้ที่มารับบริการได้สร้างแนวทางการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับความหมาย
ให้จำไว้ว่าความวิตกกังวลด้านการมีอยู่ที่เกิดขึ้น
สาเหตุมาจากการขาดความหมายที่ชัดเจนในการดำเนินชีวิต
ที่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ ผู้มารับบริการต้องเชื่อว่าต้นเองสามารถค้นหาความหมายได้ด้วยตนเอง
และตนเองคือแหล่งกำเนิดความหมายในการดำเนินชีวิตอยู่ของตนเอง
เป็นเรื่องธรรมชาติที่เมื่อไรก็ตามผู้รับบริการรู้สึกว่าโลกที่ตนเองอยู่ไร้ความหมาย
เมื่อนั้นก็ไม่แปลกที่ผู้รับบริการจะใช่ชีวิตแบบไร้วิญญาณและอยู่ไปแบบวัน ๆ
เช่น "สิ่งที่ฉันทำจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อสุดท้ายเดี๋ยวก็ตายแล้ว จะเหนื่อยไปกับชีวิตทำไม"
"หลังจากที่ฉันตายสิ่งที่ฉันเคยทำทั้งหมดก็ถูกลืมอยู่ดี ไม่ต้องไปไขว่คว้าขวนขวายอะไรให้เสียเวลาหรอก"
การใช้ชีวิตแบบไร้ความหมายเป็นศูนย์ของสิ่งที่ Frankl เรียกว่า สุญญากาศแห่งความหมาย (existential vacuum)
ที่เรียกแบบนี้เพราะว่า ผู้ที่ติดอยู่ในภาวะนี้จะรู้สึกกลวงและว่างเปล่าที่ไม่สามารถจะออกได้
และเมื่อติดอยู่ในภาวะนี้ผู้รับบริการก็จะถอนตนเองออกจากการต่อสู้ดิ้นรนของการหาความหมาย
แต่อย่างไรก็ตามการใช้ชีวิตแบบไร้ความหมายเป็นกระบวนการหนึ่งในการใช้ชีวิตแบบมีความหมาย
ดังนั้นเมื่อใครก็ตามอยู่ในภาวะนี้จึงเป็นสภาวะที่ดีในการที่จะพบกับนักจิตบำบัด
เพื่อเรียนรู้ในแนวทางในการการสร้างความหมายให้กับชีวิตตนเอง
และแนวทางการใช้ชีวิตในแบบที่มีความหมายกับตนเอง
"We must sometimes lose ourselves to find ourselves."
Sonny Long
จิตบำบัดแนวความหมายในชีวิต (Logotherapy) ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ
สนับสนุนให้ผู้รับบริการสามารถสร้างความหมายให้กับชีวิตของตนเอง
โดยที่นักจิตบำบัดไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าอะไรควรจะเป็นความหมายในการดำเนินชีวิตของผู้รับบริการ
แต่หน้าที่ของนักจิตบำบัดคือชี้ให้เห็นว่าผู้รับบริการสามารถที่จะค้นหาความหมายของชีวิตของตนเองได้
แม้จะต้องค้นหาความหมายผ่านความเจ็บปวดก็ตาม (Frankl, 1978)
จะเห็นได้ว่าแนวทางอัตถิภาวะนิยมจะมองว่ามนุษย์จะต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก
เพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากความยากลำบากนั้นในการเติบโตต่อไป
ผู้ใดก็ตามที่เผชิญหน้ากับความเจ็บปวด ความรู้สึกผิด ความสิ้นหวังและความตาย
สิ่งที่เหล่านี้อาจจะสามารถท้าทายทำให้เขารู้สึกสิ้นหวังมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตามความหมายในการดำเนินชีวิต
ไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถที่จะค้นหาได้อย่างตรงไปตรงมา
"Paradoxically, the more rationally we seek it,
the more likely we are to miss it"
Irvin Yalom
Frankl ได้กล่าวเสริมอีกว่าการค้นหาความหมายในการดำเนินชีวิตไม่ใช่การค้นพบ
แต่เป็นผลลัพธ์จากกระบวนการทำงานหนัก ที่เราได้ให้คำมั่นเอาไว้
ซึ่งเราจะต้องสร้างมัน ทำงานหนักกับมัน รักมันและสร้างมันไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ตรงนี้ก็จะคล้าย ๆ กับที่เคยกล่าวไปก็คือ
ความกังวลสูงสุดของมนุษย์มีอยู่ 4 อย่างคือ
ความตาย อิสระภาพ ความโดดเดี่ยว และการมีชีวิตอย่างไร้ความหมาย (Yalom, 1980)
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้
เราสามารถที่จะใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อการเติบโตของเราได้
และเมื่อไรก็ตามที่เราตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงแนวการดำเนินชีวิต
ตามสัญญาณที่เกิดจากความกังวลสูงสุดของเรา
นั่นเป็นกระบวนการที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราอย่างแท้จริง
สิ่งที่ผมจะย้ำอีกหนึ่งครั้งก็คือ คนส่วนมากมาพบกับนักจิตบำบัดเพื่อต้องการ
ขจัดความกังวลเรื่องเหล่านี้ออกไปให้หมด โดยมีมายาว่าหากกำจัดสิ่งเหล่านี้ได้
จะสามารถมีชีวิตได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย
แต่ความจริงที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อเราเลือกความปลอดภัย
แปลว่ากำลังจำกัดทางเลือกในการดำเนินชีวิต
และเรากำลังสร้างภาพมายาหลอกตัวเองว่าเรามั่นคงขึ้น
แต่การเผชิญหน้ากับความกังวลโดยตรง
ราคาที่ต้องจ่ายคือความกังวลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ในขณะเดียวกัน ความกังวลที่เรากำลังเผชิญหน้ามันก็ไม่สามารถมีอิทธิกับเราในระยะยาวได้อีกต่อไป
เช่น คนที่คุ้นเคยกับการพฤติกรรมเดิม ๆ อาจจะรู้สึกปลอดภัย
แต่ในระยะยาวจริง ๆ นั้น เขาจะรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นและรู้สึกถูกขังอยู่ในพฤติกรรมเดิม ๆ
ทั้งสองสิ่งนี้คือเหรียญคนละด้านของกันและกัน
เมื่อไรก็ตามที่เราเลือกอิสระภาพ ราคาที่จะต้องจ่ายคือความไม่ปลอดภัย
บางครั้งเราเลือกที่จะหนีจากความไม่ปลอดภัยในสิ่งเดิมไปสู่เส้นทางใหม่
แต่นั่นอาจจะช่วยให้เราหนีจากความไม่ปลอดภัยรูปแบบเดิมได้
แต่สุดท้ายจริง ๆ แล้วเราก็ต้องเผชิญหน้ากับความไม่ปลอดภัยรูปแบบใหม่อยู่ดี
หน้าที่ของนักจิตบำบัดไม่ใช่การทำให้ผู้รับบริการรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น
หรือทำให้ผู้มารับบริการมีชีวิตแบบง่ายขึ้น
แต่ในทางกลับกันหน้าที่ของนักบำบัดคือสนับสนุนให้ผู้มารับบริการ
ได้เผชิญหน้ากับต้นตอของความกังวลและไม่ปลอดภัยในชีวิตโดยตรง
ดังนั้นหน้าที่ของนักบำบัดคือการตั้งคำถามกับผู้รับบริการ
และนำคำตอบที่ง่ายออกไปให้หมด
เพื่อให้ผู้รับบริการได้เผชิญหน้ากับความวิตกวังวลและไม่ปลอดภัยอีกครั้ง
เพราะนั่นคือการที่ทำให้ผู้มารับบริการได้กลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง
อย่างไรก็ตามวิธีการเหล่านี้ไม่ใช่การบังคับ
แต่เป็นการสนับสนุนให้ผู้มารับบริการมีความกล้าหาญและสามรถก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยตนเอง
สามารถยืดหยัดได้ด้วยตนเอง สามารถสร้างทางเลือกได้ด้วยตนเอง
และตัดสินใจในการดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง
เมื่อไรก็ตามที่ผู้มารับบริการเป็นอิสระจากความเคยชินเดิม ๆ
และสร้างแนวทางการดำเนินชีวิตแบบใหม่ขึ้นมาได้
เขาเหล่านั้นจะมีความมั่นใจในการดำเนินชีวิตมากขึ้น และพึ่งพอใจในแนวทางการดำเนินชีวิตแบบใหม่
เมื่อนั้นความกังวลว่าชีวิตจะพังทลายจากการเลือกทางเดิมใหม่จะค่อย ๆ หายไปเอง
ทฤษฎีอัตถิภาวะนิยมไม่มองว่าความหมายเป็นสิ่งที่เลวร้าย
แต่มองในฐานะเป้าหมายสุดท้ายที่มนุษย์ทุกคนต้องพบเจอ
ดังนั้นแล้วในทฤษฎีอัตถิภาวะนิยมมองว่า
การพูดถึงความตายเป็นสิ่งสำคัญ หากเราให้ความสำคัญกับการดำเนินชีวิต
เพราะนั่นจะทำให้เรารู้ว่าเรามีเวลาอย่างจำกัด
และอะไรคือสิ่งที่เราอยากจะทำจริง ๆ
ในทางกลับกันหากเราปฏิเสธจากความจริงกับความตาย
เราก็จะมีชีวิตแบบไร้วิญญาณและใช้ชีวิตแบบไร้ความหมายไปวัน ๆ
ความตายจึงเป็นแหล่งกำเนิดของความมีชีวิตชีวาในการดำเนินชีวิต
ความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นอิสระ
เพราะความตายและการมีชีวิตคือสิ่งที่ผลักดันซึ่งกันและกัน
แม้ว่าความตายทางกายภาพจะทำลายเราแต่แนวคิดเรื่องความตายจะเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตเรา (Yalom, 2003)
หน้าที่ของนักบำบัดคือชวนให้ผู้รับบริการได้พูดถึง
สิ่งที่นี้จะเองจะทำให้เราสามารถออกจาก safe zone และสามารถใช้ชีวิตแบบแท้จริงได้
หากเราตระหนักถึงทั้งสองมิติแห่งการมีชีวิตอยู่และความตาย
เราจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างเต็มที่
แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าเราจะต้องหมกมุ่นอยู่กับความตายจนมากเกินไป
"The purpose of psychotherapy is not to cure the clients
in the conventional sense,
but help them become aware of what they are doing
and to get them out of the victim role"
Rollo May
- Aware their ability
- Choice
- Freedom & Responsibility
- 4 ultimate human concern
- Authentic life
- brave, courage, love
- ให้ความเข้าใจสูงมากในการทำความเข้าใจผู้มารับบริการ
- ให้ความสำคัญในเกี่ยวกับศักภาพของผู้รับบริการด้านการตระหนักรู้ การสร้างทางเลือก และการกระทำ
- มุ่งเน้นการสร้างพันธะสัญญาเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งผู้รับบริการและนักจิตบำบัด
- ช่วงเวลาในการบำบัดเป็นเวลาที่ผู้มารับบริการได้ใช้ในการทำความเข้าใจตนเอง และเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิต
- สำหรับกรณีที่เกิด transference หรือ countertransference
ผู้มารับบริการสามารถที่จะยืดหยัดรับผิดชอบและชวนผู้มารับบริการทำเช่นเดียวกัน
- ไม่มีรูปแบบ หลักการที่หรือหลักปฏิบัติชัดเจนในการบำบัด
- มีความเป็นปรัชญาสูงมาก ซึ่งไม่เหมาะกับคนทุกกลุ่มหรือทุกช่วงวัย
- แนวคิดอัตถิภาวะนิยมบางอย่างทำความเข้าใจยาก
- นักบำบัดที่มีพื้นฐานทางปรัชญาที่แน่บางครั้งก็สนุกกับการถกเชิงปรัชญาจนลืมการประยุกต์ใช้และปฏิบัติจริง
- วัดผลได้ยากทั้งกระบวนการที่นักบำบัดทำและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
- ต้องยืมเทคนิคการบำบัดจากทฤษฎีอื่น เพราะ ขาดเทคนิคการบำบัดของตนเอง
สำหรับท่านใดที่รู้ที่ยังไม่ได้ฟังตอนที่ 1 สามารถไปรับฟังตามนี้ได้นะครับ
หากมีความสงสัยใด ๆ หรือหากท่านมีข้อคำถามที่สังสัยก็สามารถ comment คุยกันได้เลยครับ
จบไปแล้วนะครับทั้ง 2 EP เกี่ยวกับทฤษฎีอัตถิภาวะนิยม
หวังว่าทุกท่านจะมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการทำบำบัด
อะไรคือสิ่งที่นักจิตบำบัดทำ
อะไรคือหลักการที่นักจิตบำบัดยึดถือ
นี่ต้องบอกอีกครั้งนะครับว่าผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในทฤษฎีอัตถิภาวะนิยม
เพียงรวบรวมข้อมูลที่หามาได้และมาเล่าให้ฟังครับ
หากตอนหน้าท่านอย่างฟังอะไร หรืออยากรู้เรื่องอะไรมากขึ้นสามารถบอกได้เลยนะครับ
หวังว่าทุกท่านจะได้ประโยชน์จากสาระต่าง ๆ ที่ผมมานำเสนอนะครับ
หากสนใจทำจิตบำบัดสามารถติดต่อมาได้นะครับ ไม่ได้น่ากลัวเท่าที่คิดแน่นอนครับ
วันนี้ไปแล้วสวัสดีครับ
นักจิตวิทยาการปรึกษาและผู้ก่อตั้ง homemade-counseling