มนุษย์ ความหมาย ความตาย และการคงอยู่ (1)

วันอังคาร, 18 กรกฎาคม 2566, มนุษย์ความหมายความตายและการคงอยู่ (1)

เกริ่นก่อนว่าความจริงแล้วผมมีความคิดว่าผมจะไม่เขียนบทความแล้ว เพราะคนอ่านน้อยมาก
แต่เนื่องจากว่า พอผมจะทำ podcast แล้วต้องมานั่งเรียบเรียงความคิดและสรุปข้อมูล
ดังนั้นไหน ๆ ก็จะต้องเขียนอยู่แล้วก็เขียนให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเลยครับ

เป้าหมายของบทความนี้

เนื้อหาของบทความนี้จะเกี่ยวกับทฤษฎีอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ในเชิงของนักบำบัด
โดยผมจะพาทุกท่านที่อ่านไปทำความเข้าใจและเห็นภาพกว้าง ๆ เกี่ยวกับทฤษฎีนี้นะครับ

ผมว่าเนื้อหาตอนนี้เหมาะสำหรับคนที่กำลังรู้สึกว่าตนเองหลงทางอยู่ครับ
หรือกำลังค้นหาทิศทางบางอย่างในการดำเนินชีวิตอยู่
หรือใครที่กำลังรู้สึกว่ากำลังใช้ชีวิตแบบไม่มีจิตวิญญาณอยู่

เราคือใคร? มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?

ผมอยากให้ทุกท่านลองใช้เวลาและตอบคำถามนี้ด้วยตัวเองก่อน ซัก 2-3 นาทีก่อน
และท่านลองสำรวจว่ามีคำตอบอะไรขึ้นมาบ้างและ
ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรบ้าง

ผมคิดว่าคำถามสั้น ๆ ที่ผมพึ่งถามไปนั้น
สำหรับท่านที่ไม่ค่อยคุ้นกับคำถามแนวปรัชญาอาจจะรู้สึกแปลก ๆ
แต่ผมมองว่านี่คือแก่นของทฤษฎีอัตถิภาวนิยม (Existentialism) เลยครับ

เราจะเห็นได้ว่าทฤษฎีจะมีความเป็นปรัชญาสูงมาก
ซึ่งเป็นปรัชญาเกี่ยวกับการมีอยู่ของมนุษย์เป็นฐาน
อะไรทำให้เราเป็นเรา? เราอยากที่จะเป็นใคร? เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร? เราอยากเป็นคนแบบไหน?
คำถามสิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่สร้างให้เราตั้งคำถามเกี่ยวกับความปัจเจกของเราเอง

ดังนั้นคงเดาได้ไม่ยากว่าเป้าหมายสูงสุดของทฤษฎีนี้ ก็คือ
การทำให้มนุษย์เข้าใจว่าตนเองว่าตัวตนที่แท้จริงเป็นอย่างไร
หรือสร้างตัวตนที่เราอยากจะเป็นขึ้นมา ใช้ชีวิตในแบบที่อยากจะใช้
บนพื้นฐานมาจากความอิสระและรับผิดชอบ

พัฒนาการของทฤษฎีอัตถิภาวนิยม

แนวคิดของทฤษฎีอัตถิภาวนิยมนั้นจากหนึ่งในหนังสือที่ผมอ่านมาบอกว่า
แนวคิดนี้ไม่ได้มาจากใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นการพัฒนาการที่มาจาก
การพัฒนาการต่อยอดแนวคิดต่อกันมาเรื่อย ๆ

แนวคิดอัตถิภาวนิยมนั้นเกิดขึ้นจากหลาย ๆ school
ทั้งจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาในช่วงปี 1940 - 1950
โดยแนวคิดที่เกิดขึ้นจะช่วยให้คนผ่านช่วงชีวิตที่ต้องเผชิญหน้ากับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เช่น ความโดดเดี่ยว ความแปลกแยก และการรู้สึกว่าชีวิตไร้ความหมาย

อย่างไรก็ตามทฤษฎีอัตถิภาวนิยมถูกเรียกว่า
แนวคิดที่ 3 ของจิตวิเคราะห์แห่งเวียนนา (The Third School of Vinnese Psychoanalysis)
เพราะส่วนหนึ่งของทฤษฎีได้รับอิทธิพลมาจากจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์

อิทธิพลของนักคิด

โชเรน เคียร์เคอกอร์ด (Søren Kierkegaard) 1819-1855

ได้แบ่งทางเลือกในการดำเนินชีวิตออกเป็น 2 ทางเลือกคือ

1. The aesthetic คือ เรื่องของศิลปะความสวยงาม
รวมไปถึงการวีธิการหาความสุขส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่น
มุ่งเน้นที่จะได้รับความสุขความพึงพอใจในทันที
โดยไม่คำนึงถึงผลระยะยาวหรือไม่ผูกมัดกับศีลธรรม

เช่น การตื่นมาดริฟกาแฟกินในตอนเช้า
หรือหากขั้นรุนแรงอาจหมายถึง การทุจริต หรือการใช้สารเสพติด เป็นต้น

2. The ethical คือเรื่องของศีลธรรม คือเรื่องของการมีชีวิตอยู่ภายในกรอบความเข้มงวดของศีลธรรม
โดยเอาความสุขของตนเองมาเป็นปัจจัยสุดท้ายในการพิจารณา
หรือบางครั้งอาจจะไม่คิดถึงความสุขหรือความพึงพอใจของตนเอง

เช่น หากพ่อแม่จับคลุมถุงชน ก็จะยอมแต่งงานเพราะเชื่อฟังพ่อแม่ แม้ตนเองจะไม่อยากแต่งก็ตาม

โดยสรุปก็คือ ไม่ว่าจะเลือกทางไหนมนุษย์ก็เป็นทางเลือกของตัวบุคคลเอง
มนุษย์มีความสามารถในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจของโชเรนก็คือการพูดถึง  angst ในภาษาเยอรมันและเดกมาร์ก
แต่ในภาษาอังกฤษหมายถึง ความวิตกกังวลและความกลัว

หากใครก็ตามที่ใช้ชีวิตแบบปราศจากความวิตกกังวลหรือความกลัว
หมายความว่าบุคคลนั้นใช้ชีวิตแบบเดินละเมอ หรือไม่ได้ใช้ชีวิตแบบที่ควรจะเป็น
เพราะชีวิตที่แท้จริงนั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความตาย
สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิต

ดังนั้นแล้วจุดประสงค์ของการเป็นมนุษย์คนหนึ่งไม่มีอะไรมากไปกว่า
การค้นหาว่าเราเป็นใคร และ สร้างตัวตนในแบบที่เราอยากจะเป็น

เฟรดริช  นิทซ์เช่ (Friedrich Nietzsche) 1844-1900

ปรัชญาของนิทซ์เช่น่าจะเป็นปรัชญาที่ท้าทายต่อ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม
รวมไปถึงศาสนา ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้ามากในยุคนั้น
โดยแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อทฤษฎีอัตถิภาวะนิยมมีดังนั้น

1. ศีลธรรมแบบฝูงสัตว์ (herd morality)
เป็นการเปรียบเปรยว่าคนส่วนใหญ่ทำตามศีลธรรม บรรทัดฐาน ค่านิยม ความเชื่อ
ในสังคมนั้น ๆ กันโดยไม่ไตร่ตรองไม่ได้ต่างจากฝูงสัตว์

เช่น หากเราอยู่ในประเทศหรือวัฒนธรรมที่ยึดถือความประณีประนอม
ศีลธรรมในกลุ่มจะเป็นตัวที่เป็นข้อจำกัดของคนที่มีแนวคิดที่แตกต่างกันออกไป

ดังนั้นแล้วการที่บุคคลคนหนึ่งได้ปลดปล่อยตัวเอง
ตามหลักเจตจำนงค์อิสระ (free will) ของตนเอง
จะทำให้เกิดความเป็นไปได้ของความคิดสร้างสรรค์ และการแสดงออกตัวตนที่แท้จริง

2. เจตจำนงที่จะมีอำนาจ (Will to Power)
นิทซ์เช่มีมุมมองกับโลกนี้ว่าเป็นลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็ก
ผู้ที่มีอำนาจเหนือผู้อื่นจะมีอยู่เหนือผู้ที่อ่อนแอกว่า
เขาจึงได้แบ่งกลุ่มคนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผู้มีอำนาจเหนือผู้อื่น และ 2. กลุ่มผู้ที่ต้องอยู่ใต้อำนาจ

ดังนั้นมนุษย์จึงมีแรงผลักดันให้มีอำนาจอยู่เหนือผู้อื่น
ในหนังสือ Thus spoke zarathusra นิทซ์เช่กล่าวไว้ว่า  
“ เจตจำนงที่จะมีอำนาจ  อยู่เบื้องหลังของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  และวัตถุทุกอย่างในธรรมชาติ ”

แรงผลักดันนี้เองเป็นสิ่งที่ขับเคลื่นมนุษย์ในทัศนะของนิทซ์เช่

3. ความจริงส่วนตัว (Subjective Truth)
นิทซ์เช่ได้ท้าทายแนวคิดเรื่องความจริงสัมบูรณ์ (absolute truth) หรือความจริงที่เป็นปรนัย (objective truth)
และมองว่าความจริงเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นจากมุมมอง ประสบการณ์ และการตีความของแต่ละบุคคล

เขาได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อในความจริงสากล
และยังเน้นความสำคัญของการยอมรับมุมมองที่หลากหลาย
รวมถึงมุมมองของแต่ละคนเกี่ยวกับความจริง

ตัวอย่างเช่น สิ่งที่คนๆ หนึ่งเห็นว่าถูกต้องทางศีลธรรมหรือความจริงอาจแตกต่างจากมุมมองของอีกคนหนึ่ง
โดยเน้นที่ความเป็นตัวตนของความจริงและความสำคัญของการรับรู้ถึงมุมมองที่หลากหลาย

ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ทั้งสามหลักการที่กล่าวถึงของนิทซ์เช่
ก็มีบทบาทไม่น้อยต่อทฤษฎีอัตถิภาวะนิยม

"That which doesn't kill me, make me stronger"

Friedrich Nietzsche

มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) 1889-1976

1. ภาวะที่อยู่ในโลก
เดิมทีแนวคิดเรื่อง ภาวะที่อยู่ในโลก (Being-in-the-World หรือ ภาษาเยอรมัน: "In-der-Welt-Sein")
เป็นแนวคิดที่มีพูดถึงอยู่แนวในหมู่ของนักปรัชญาตะวันตก
ซึ่งมีมุมมองที่ว่าในแนวทางว่ามนุษย์และโลกควรจะตัดขาดออกจากกัน

โดยมีพื้นฐานที่ว่าหากเราจะทำความเข้าใจสิ่งใด
เราจะต้องทำความเข้าใจสิ่งนั้นโดยใช้หลักเหตุผล และไม่นำอารมรณ์ความรู้สึกเข้าไปเกี่ยวข้อง
มนุษย์ควรจะทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์ (observer) เพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตามไฮเดเกอร์ไม่เห็นด้วย
เขามีมุมมองที่ว่ามนุษย์และโลกไม่สามารถที่จะแยกขาดออกจากกันได้
ดังนั้นการที่มนุษย์อยู่ในโลกแปลว่าโลก และมนุษย์มีต่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน

เช่นนั้นแล้วการจะทำความเข้าใจมนุษย์คนหนึ่ง
หมายความว่าเราจะต้องทำความเข้าใจผ่านความสัมพันธ์กับโลกที่เขาอยู่เท่านั้น

หากผมสรุปตามที่ผมเข้าใจก็คือ แนวคิดแบบแยกส่วนกับแนวคิดแบบองค์รวมนั่นเอง

2. การมีชีวิตอย่างแท้จริง (authentic existence) และการมีชีวิตไม่แท้จริง (inauthentic existence)
แนวคิดของไฮเดเกอร์ไม่ได้มองว่าโลกเป็นปฏิปักษ์กับตัวมนุษย์
แต่หากมีความขัดแย้งระหว่างโลกและมนุษย์เกิดขึ้น
จะเป็นจุดที่มนุษย์สามารถที่จะเลือก (choices) บทพื้นฐานปฏิสัมพันธ์ที่มีกับโลก
มนุษย์ไม่ได้เลือกทางเลือกใดโดยไร้เหตุผล

ดังนั้นโลกในแนวคิดนี้จึงเหมือนกับเป็นเครื่องมือสำหรับจุดประสงค์การมีอยู่ของมนุษย์

อย่างไรก็ตามแนวทางการดำเนินชีวิตของมนุษย์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ทางคือ
การมีชีวิตไม่แท้จริง (inauthentic existence) หมายถึง การใช้ชีวิตตามคนส่วนมาก
ทั้งความเชื่อ พฤติกรรม ค่านิยมต่าง ๆ โดยปราศจากการคิดพิจารณา
ว่าแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้เหมาะสมกับตนเองไหม
เช่น อะไรคือสิ่งที่คนในสังคมไม่นิยม ก็จะไม่ทำเพื่อให้เกิดความแปลกแยกจากคนรอบข้าง

ไฮเดเกอร์มองมนุษย์กลุ่มนี้ว่าล้มเหลว
เพราะมองสิ่งต่าง ๆ ผ่านสายตาของคนอื่น ไม่เข้าใจธรรมชาติอย่างแท้จริง
มองสิ่งต่าง ๆ เพียงเปลือกนอกและฉาบฉวย
เพราะเขาไม่มีตัวตนของตนเอง เขาเลยต้องเลียนแบบสังคมตลอดเวลา

แต่อย่างไรก็ตามความสบายใจที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้เอง
ก็จะต้องถุกแลกมาด้วยเสรีภาพและจิตวิญญาณ
และตัวตนของเขาเองก็จะสูญหายไปในที่สุด

การมีชีวิตอย่างแท้จริง (authentic existence) นั้น หมายถึง
การที่มนุษย์คนหนึ่งไม่ได้มองตนเองเป็นสิ่งของ
ตนเองมีประวัติ มีที่มา มีความแตกต่างของตนเอง
เขารู้ว่าเขาคือใคร และเขาต้องการอะไร
เมื่อมนุษย์เข้าใจจุดนี้ก็จะเห็นว่ามนุษย์แต่ละคนมีความเป็นปัจเจกที่แตกต่างกัน

ดังนั้นเมื่อมนุษย์จะต้องก้าวไปข้างหน้า
มนุษย์ก็จะเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ของเขาเอง (full possibility of their being)
เขาจะไม่ยอมให้ความหวาดกลัวเรื่องการยอมรับของสังคมมาเป็นข้อกำจัด
เขาจะมีทางเลือกในชีวิตแบบเสรีจากอิทธิพลของสังคม
แต่อย่างไรก็ตามการใช้ชีวิตแบบแท้จริงก็ไม่ใช่ชีวิตที่สุขสบายและผู้คนจะคุ้นเคยได้ง่าย

และเมื่อบุคคลได้ใช้ชีวิตในแบบที่แท้จริง จะทำให้ความสัมพันธ์กับโลก
เป็นไปแบบที่จริงแท้ และความรัก ความใสใจ ความห่วงใย จะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

3. อารมณ์ความรู้สึกเหมือนถูกโยนเข้ามาในโลก (being-thrown-into-this-world)
การถูกโยนเข้ามาในโลกเหมือนกับการที่เราเกิดมา
แล้วก็ถูกสังคมมัดมือชกให้ทำและรับผิดชอบต่อสิ่งต่าง ๆ เช่น
ต้องเรียนหนังสือ ต้องทำงาน ต้องแต่งงาน ต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้

อย่างไรก็ตามไฮเดกเกอร์ต่างจากนักปราชที่มองว่าเราต้องถอยตัวเองออกมาจากโลก
แต่ไฮเดเกอร์มองว่า สุดท้ายแล้วมนุษย์ทุกคนจะต้องตายดับสูญ (nothingless)
ดังนั้นแล้ว สิ่งนี้เองจะเป็นแรงผลักดันให้มนุษย์ได้ใช้ชีวิตในแบบการมีชีวิตอย่างแท้จริง (authentic existence)

4. ความวิตกกังวล (anxiety)
เขามองว่าความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นในมนุษย์เป็นประสบการณ์ที่เรียกร้องให้มนุษย์
ได้ใช้ชีวิตในแบบการมีชีวิตอย่างแท้จริง (authentic existence)
เราจะสามารถคำความเข้าใจโครงสร้างของชีวิตของเราผ่านความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น
เช่น เรากำลังใช้ชีวิตในแบบที่เราอยากใช้หรือเรากำลังใช้ชีวิตบทความคาดหวังของคนอื่นอยู่กันแน่?

เมื่อเราทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว
พลังงานที่เกิดขึ้นจะแปรเปลี่ยนไปเป็นปัญญาที่ทำให้รู้ว่าเราต้องการอะไรอย่างแท้จริง

จะเห็นได้ว่าไฮเดเกอร์มีแนวคิดเรื่องการมองแบบองค์รวม
การใช้ชีวิตอย่างแท้จริง และมองความตายและความวิตกกังวลเป็นเครื่องมือ
ที่นำพามนุษย์ไปสู่การใช้ชีวิตอย่างแท้จริง

จอง-ปอล ซาแตร์ (Jean-Paul Sartre) 1905-1980

จากความรู้สึกของตัวผมเองนักปรัชญาตะวันตกจะให้ความสำคัญมากกับเรื่อง
"พื้นที่" และ "เวลา"

โดยซาแตร์มองว่าไม่มีอะไรอยู่ระหว่างพื้นที่อดีตและปัจจุบัน
หรือพูดอีกอย่างก็คือ อดีตและปัจจุบันเป็นอิสระต่อกันโดยสิ้นเชิง

ดังนั้นแล้วการตัดสินใจของเราจะขึ้นอยู่กับเจตจำนงค์อิสระ (free will) ของตัวเราเอง

หากมีใครซักคนผู้ว่า "ฉันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงปัจจุบันได้ เพราะอดีตของฉัน"
ซาแตร์จะเรียกสิ่งนี้ว่า ความศรัธทาที่ไม่ดี (bad faith)

ไม่ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะเป็นอย่างไรก็ตาม
เราสามารถที่จะสร้างทางเลือกได้ตอนนี้เลย และนั่นจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง

โดยซาแตร์มองว่า ความรับผิดชอบ และอิสระภาพ
คืออีกด้านของกันและกัน

เมื่อเรารับผิดชอบชีวิตเราก็จะได้รับอิสระภาพ
ในขณะเดียวกันหากเรามีอิสระภาพ เราก็ต้องรับผิดชอบทางเลือกของเราด้วย

ลุควิก บิงสแวนเจอร์ (Ludwig Bingswanger) 1881-1966

เป็นบุคคลสําคัญของจิตวิทยาโดยแต่ก่อนเข้าได้ใช้จิตวิเคราะห์
แต่อย่างไรก็ตามจิตวิเคราะห์มักจะชี้นำไปสู่ความเจ็บป่วยเป็นคำตอบ

ภายหลังเขาได้ปรับเปลี่ยนมาใช้อัตถิภาวะนิยม
ซึ่งตรงนี้เองทำให้เข้าได้เข้าใจโลกของผู้ที่มาใช้บริการกับเขา
เช่น เขาชี้ให้เห็นว่าเมื่อไรก็ตามที่ผู้ที่มาใช้บริการร้องไห้ออกมา
หมายถึงว่าเรื่องที่กำลังพูดถึงเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจ
นี่เองทำให้เขาสามารถเข้าใจผู้มารับบริการในฐานะของนักจิตวิทยา
หากพูดในสมัยนั้นผมเองคิดว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก

นอกจากนี้แล้วเขายังได้ทำความเข้าใจเรื่องตัวตน (self)
ผ่านแนวคิดของไฮเดเกอร์ ทั้ง การเลือก อิสระภาพและความห่วงใย
และเขาก็เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า
การถูกโยนเข้ามาในโลกนั้นไม่จำเป็นจะต้องตัดขาดจากโลก
เรายังสามารถที่จะรับผิดชอบและสร้างตัวตนให้กับตนเองในอนาคตได้

เมดาร์ด บอส (Medard Boss) 1903 - 1991

เมดาร์ดถือเป็นนักจิตวิทยาคนสำคัญอีกคนหนึ่งในช่วงยุคเริ่มต้นของอัตถิภาวะนิยม
โดยเขาให้เน้นถึงแนวคิดเรื่อง Dasein และ being-in-the-world ที่ได้รับอินธิพลมาจากไฮเดกเกอร์

1. Dasein
เดซินแปลกว่า "being there" or "existence"
แนวคิดเรื่องเดซิน ในความเข้าใจของผมที่ได้ไปค้นหาข้อมูล
จะเป็นศัพท์ที่ใช้เรียกมนุษย์ แต่จะเป็นมนุษย์ขั้นกว่ากว่ามนุษย์ปรกติ

เป็นมนุษย์ที่เข้าใจการมีอยู่ของตนเอง เข้าใจความคิด ความรู้สึกของตนเอง
มีความสามารถในการทบทวนตนเอง เข้าใจการตัดสินใจในชีวิตของตนเอง
และยังสามารถปฏิสัมพันธ์กับโลกรอบตัวได้

กุญแจสำคัญของการเป็น เดซิน คือ การตระหนักรู้ (Awareness)

2. being-in-the-world
การอยู่ในโลก หมายถึง การมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว
รวมถึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว

เช่น การนั่งคนเดียวอยู่ในสวนสาธารณะ
แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าคุณได้ตัดขาดจากทุกสิ่งรอบตัวที่เกิดขึ้น
หากคุณยังได้ยินเสียงนกร้อง เสียงลมพัด รับรู้ได้ถึงแสงแดดที่ผิวของคุณ
รับรู้ถึงคุณภาพอากาศที่อยู่รอบตัวคุณ
รับรู้ถึงสีของต้นไม้และดอกไม้ที่มองเห็น

being-in-the-world ก็คือการคงอยู่ของคุณมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัว กิจกรรมรอบตัว
และความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในบริบทที่คุณอยู่

4 บุคคลสำคัญของผู้พัฒนาทฤษฎีอัตถิภาวนิยมร่วมสมัย

จากข้างต้นเราจะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นได้ว่า
แนวคิดที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นจากใครคนใดคนหนึ่ง
แต่เกิดจากการต่อยอดขององค์ความรู้ที่ค่อย ๆ พัฒนาต่อยอดกัน

อย่างไรก็ตามหากพูดถึงบุคคลสำคัญที่พัฒนาทฤษฏีอัตถิภาวะนิยม
เราต้องนึกถึง 4 บุคคลนี้คือ Victor Frankl, Rollo May, James Bugental, และ Irvin yalom

1. Victor Frankl
หากพูดถึงทฤษฎีอัตถิภาวะนิยมคงจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่พูดถึงบุคคลท่านนี้
นอกจาก Frankl จะเป็นผู้พัฒนาคนสำคัญของทฤษฎีอัตถิภาวะนิยมแล้ว
เขายังเป็นผู้ที่นำแนวคิดนี้จากยุโรปไปเผยแพร่ยังดินแดนอเมริกาอีกด้วย

ตั้งแต่เด็ก Frankl ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากจิตวิเคราะห์ของ ฟรอย
และนอกจากนี้เขายังได้ศึกษางานของทฤษฎีจิตวิทยารายบุคคลของแอดเลอร์อีกด้วย

อย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้วสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากกับเขาที่สุดก็คือปรัชญาอัตถิภาวะนิยม
สุดท้ายแล้วเขาจึงได้เริ่มพัฒนาอัตถิภาวะนิยมของตัวเองและแนวทางการทำจิตบำบัด

เขาได้รับแรงบันดาลใจจากคำพูดหนึ่งของ Nietzche คือ

"He who has a why to live for can bear with almost any how"

Friedrich Nietzsche

โดย Frankl ได้เริ่มนำแนวคิดที่มีอยู่มาพัฒนาให้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติ
และสุดท้ายเขาก็ได้สร้างทฤษฎี Logothrapy ซึ่งมีความหมายว่า การบำบัดผ่านความหมาย (therapy through meaing)

ซึ่งการมีชีวิตอยู่อย่างสมบูรณ์ใน Logothrapy หมายถึง

"To be alive encompasses the ability to take hold of life
day by day as well as to find meaing in suffering"



จากหนังสือ Victor E. Frankl: Life with meaning

โดยใจความสำคัญของ Logothrapy คือ "ชีวิตมีความหมาย" และ ความหมายของการมีชีวิตอยู่
มนุษย์มีอิสระในการหาความหมายให้กับชีวิตของตัวเองในด้านต่าง
เช่น ทางความคิด ร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ

นอกจากนี้เขายังชี้ให้เห็นอีกว่า

"the modern person has the means to live but
often has no meaing to live for"



Victor E. Frankl

โดยภาวะที่เกิดขึ้นนนี้ Frankl ให้นิยามว่า "existential vacuum"
ซึ่งภาวะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลว่าง หรือเป็นอิสระจากงานที่วุ่นวายในชีวิตประจำวัน

โดยเป้าหมายของกระบวนการบำบัดก็คือ การท้าทายให้บุคคลได้ค้นหาความหมายในชีวิต
รวมถึงเป้าหมายในการมีชีวิตอยู่ ผ่านสิ่งต่าง ๆ เช่น ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิต การงาน หรือความรัก

2. Rollo May
เป็นนักจิตวิทยาอีกหนึ่งท่านที่มีประวัติคล้ายคลึงกับ Frankl
ทั้งเคยศึกษาสายจิตวิเคราะห์มาก่อน และนอกจากนี้ยังนำแนวคิดไปเผยแพร่สู้อเมริกาอีกด้วย
โดยเขาได้พัฒนารูปแบบการทำจิตบำบัดแบบอัตถิภาวะนิยมที่เป็นแนวคิดให้กลายเป็นแนวปฏิบัติที่จับต้องได้
ซึ่งหนังสือเล่มนั้นคือ Existence: A New Dimension in Psychiatry and Psychology (1958)

หนึ่งในใจความสำคัญของงานเขียนเล่มนี้คือ
มนุษย์ต้องใช้ความกล้าเพื่อ "เป็น" อะไรบางอย่าง
และการตัดสินใจของเราเป็นตัวตัดสินว่าเราจะกลายเป็นคนแบบไหน

นอกจากนี้เขายังบอกว่าไม่ว่าเราจะทำอะไรก็จะมีอุปสรรคเสมอ
เพราะมนุษย์มีแนวโน้มที่จะเติบโตไปสู่การมีวุฒิภาวะมากขึ้น และอิสระมากขึ้น
แต่ในขณะเดียวกันการขยายตัวตนก็เป็นเรื่องที่เจ็บปวด
เพราะว่าเราจะต้องต่อสู้ระหว่างความปลอดภัยหรือความอิสระ
ดังนั้นการเติบโตจึงไม่ใช่เรื่องง่ายและเป็นสิ่งที่เจ็บปวด

3. James Bugental
Bugental ก็เป็นนักจิตวิทยาและนักเขียนอีกหนึ่งท่าน
ที่งานเขียนของเขาได้สร้างแนวทางปฏิบัติต่อคนรุ่นหลัง
โดยเขาได้เขียนแนวทางการเปลี่ยนแปลงชีวิตผ่านขั้นตอนการบำบัด

ซึ่งเขาได้มีมุมมองต่อการบำบัดว่าเปรียบเหมือนการเดินทาง
โดยนักจิตวิทยาจะเดินทางเข้าสู่โลกของผู้ที่มาใช้บริการ
และบทบาทหน้าที่ของนักจิตวิทยาคือ
สนับสนุนให้ผู้รับบริการสามารถตอบคำถามการมีอยู่ของชีวิตตนเองได้
และยังสนับสนุนให้สามารถใช้ชีวิตแบบแท้จริงได้ (living authentically)

4. Irvin Yalom
Yalom ได้พัฒนาแนวคิดการบำบัดที่ว่าความกังวลสูงสุดดของมนุษย์มีอยู่ 4 เรื่อง คือ
ความตาย, อิสระภาพ, ความโดดเดี่ยว (existential isolation) และการไร้ความหมาย (meaninglessness)
ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็จะมาจากแนวคิดของนักจิตวิทยาที่ผมได้พูดถึงได้ข้างต้น

เรื่องความกังวลสูงสุดดของมนุษย์มีอยู่ 4 อย่างนี้เอง
ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญของทฤษฎีอัตถิภาวะนิยมและ ทำให้แนวทางการมีแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น

PODCAST : Youtube

Spotify

สรุป

บทความนี้ส่วนใหญ่จะเน้นอธิบายให้เห็นภาพของนักคิดอัตถิภาวะนิยม
แล้วเล่าให้เห็นว่าแนวคิดเหล่านั้นส่งผลต่อทฤษฎีการบำบัดแบบอัตถิภาวะนิยมได้อย่างไร

ส่วนตัวเพราะว่าผมเป็นคนที่ชอบปรัชญาและสังคมนุษยวิทยา
ดังนั้นจึงลงรายละเอียดที่บทควาทจิตวิทยาทั่วไปไม่ค่อยลงนะครับ

ส่งท้าย

สำหรับท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วไม่หลับ
แสดงว่าท่านอาจจะพึ่งตื่นหรือยังไม่ง่วงครับ 555

ต้องขอบคุณทุกท่านที่ติดตามผลงานด้วยนะครับ
แล้วผมจะรีบเขียนเรื่อง Existential ตอนต่อไปนะครับ
รับรองว่าเนื้อหาจะง่ายกว่านี้แน่นอนนครับ
ขอบคุณครับ

กลับด้านบน
เขียนโดย กอปกฤษฏิ์ ทรายเขียว

นักจิตวิทยาการปรึกษาและผู้ก่อตั้ง homemade-counseling