จุดเริ่มต้นของบทความนี้คือผมได้มีโอกาสนั่งดูรายการเถื่อนTalk ที่สัมภาษณ์คุณปลื้มเรื่องโลกร้อนครับ
เพราะตอนแรกผมได้มีโอกาสนั่งดู clip highlight สั้น ๆ ของรายการนี้
แล้วผมก็มีคำถามขึ้นในใจและอยากรู้ว่าทำไมผู้ชายคนนี้เขาคิดแบบนี้ในเชิงค่อนข้างจะลบ
แต่พอหลังจากได้ดูรายนี้จบแล้วจริง ๆ ผมรู้สึกว่าเป็นตอนที่ดีตอนหนึ่งเลยครับ
สำหรับผมการที่คนสองคนมีมุมมองต่างกันมาแลกเปลี่ยนความเข้าใจกัน
ได้เห็นมุมมองที่ผมไม่เคยเห็น ผมรู้สึกว่าผมเปิดโลกมากครับ เข้าใจคน genX มากขึ้น
นอกจากนี้ยังเป็นการพูดคุยที่ตรงประเด็นจนสุดท้ายเราเข้าใจว่าทำไมเขาคิดแบบนี้
และต่างฝ่ายก็ต่างสนับสนุนการตัดสินใจของกันและกันผมว่ามันดีมากเลยครับ
ที่เขียนมาตรงนี้อยากบอกว่าเป็นตอนที่ดีมากเฉย ๆ ครับ 555

เข้าเรื่องของเรากันดีกว่าในรายการนาทีที่ 1:00:06 คุณปลื้ม ได้พูดถึงชื่อของ Jordan B. Peterson
และหลังจากวันนั้นชื่อของผู้ชายคนนี้ก็เข้ามาอยู่ในหัวของผม
ไม่ว่าผมจะเล่น Facebook, Twitter หรือ IG ผมก็จะเห็นชื่อของผู้ชายคนนี้
และชื่อหนังสือ 12 Rules for Life บ่อยมากขึ้น
นอกจากนี้ดูท่านั่งของ 2 ท่านนี้ไว้นะครับ เมื่ออ่านบทความจบให้กลับมาดูท่านั่งใหม่อีกรอบ
จริง ๆ แล้วผมก็เข้าร้านหนังสือและเห็นหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างบ่อย
แต่ส่วนตัวผมมีอคติกับหนักสือ how to โดยเฉพาะที่เป็นกฎประมาณว่า ทำ 5 สิ่งนี้แล้วคุณจะประสบความสำเร็จ
เพราะจากประสบการณ์ของผมเอง หนังสือที่ชื่อประมาณนี้ที่ผมเคยอ่านผมรู้สึกว่ามันไม่ค่อยให้ประโยชน์ครับ
จึงพูดได้ว่าตั้งใจมองข้ามหนังสือที่มีคุณลักษณะแบบนี้ก็ได้ครับ และเล่มนี้ก็เข้าข่ายในการตัดสินใจของผม 55
แต่สุดท้ายของดีก็คือของดีครับ จาก 2018 จนถึงปีสุดท้ายผมก็มีโอกาสได้เริ่มอ่านหนังสือเล่มนี้

แล้วถ้าดูจาก Amazon.com จะเห็นว่าหนังสือเล่มนี้เคยติดอันดับ 1 National bestseller
และอันดับ 1 ของ International bestseller เช่นกัน ก็คือถ้าหนังสือไม่ดีจริงและอ่านไม่สนุก อ่านยาก ก็คงไม่ติดครับ
เหตุผลในการเขียนบทความนี้ของผมก็คือ เป็นการสรุปสั้น ๆ เฉพาะตอนที่ 1 และแนะนำว่า
หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์ครับ สำหรับคนที่ลังเลก็จะได้ข้อมูลเพิ่มมากขึ้น
และเขียนเกล็ดเล็กน้อย นอกเรื่องบ้างที่ผมรู้เพิ่มเติมเข้าไปอีกนิดหน่อยครับ
ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
แนวทางที่จับต้องได้เพื่อเอาไปใช้งานจริงครับ
ในหนังสือตอนแรกเขาเขียนบรรยายตัวเองว่าเขาเขียนหนังสือเล่มนี้ได้อย่างไร
โดยจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นตอนเขาได้เล่น Quora.com ที่เป็นเว็บใช้ถามคำถามและตอบ
ในมุมมองของผมคือ Quora ถ้าเทียบกับบ้านเราจะเป็น Pantip ในฉบับที่จริงจังกว่า
เพราะส่วนหนึ่งเพราะต้องใช้ชื่อจริง ดังนั้งจึงเป็นงานเป็นการกว่าและได้ข้อมูลน่าเชื่อถือมากกว่า
นอกจากนี้แล้วถ้าคน vote up โพสก็จะถูกดันขึ้นและถ้าคน vote down โพสก็จะเห็นน้อยลง
ดังนั้นกลไกการกรองนี้จึงช่วยให้ผู้ที่เข้ามาอ่านทีหลังได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากขึ้น
แล้วเขาก็ได้เริ่มตั้งคำถามต่าง ๆ เช่น "อะไรคือความแตกต่างระหว่างชีวิตที่มีความสุขกับชีวิตที่พึงพอใจ?"
"อะไรคือสิ่งที่จะดีขึ้นตามช่วงอายุของคุณ?" "อะไรที่ทำให้ชีวิตของคุณมีความหมาย?"

ซึ่งคุณ Jordan เขาจะใช้เวลาว่างหรือเวลาที่เขาไม่อยากจะทำงานหรืออู้งานนั่นแหละเอามาเล่น(เขาเขียนเองนะ)
อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เขาค้นพบก็คือคำตอบของเขาเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้อ่าน
แล้วผู้อ่านไม่ว่าจะเป็นคนที่เล่น Quora หรือนักศึกษาที่เรียนอยู่ที่ U Harvard และ U Toronto ก็เริ่มเข้ามา
ขอบคุณเขาและพูดคุยกับเขา
จนมีคำถามหนึ่งที่ถามว่า "What are the most valuable things everyone should know?"
ซึ่งเขาก็ได้เขียนอะไรที่คล้ายกับ 12 rule for life และของมองว่า Quara เปรียบเหมือนกับสถานที่
ทดลองตลาดให้เขาว่าถ้าเขาเขียนหนังสือจริง ๆ แล้วจะมีคนซื้อไหมและหนังสือเล่มนี้ก็เกิดขึ้นมา

สำหรับผมแล้วหนังสือที่ถูกเขียนด้วย ศ. ที่จบด้านจิตวิทยาและเคยสอน Harvard
แค่นี้ก็เป็นเครื่องการันตีอย่างหนึ่งได้แล้วว่าหนังสือเล่มนี้จะให้ข้อมูลโดยผู้ที่เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจริง ๆ
และการที่คุณลุงเขาเล่น Quora แล้วคนชอบคำตอบก็แปลว่าแกสื่อสารรู้เรื่องและตรงประเด็น
เพราะว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือเล่มแรกที่คุณลุง Jordan เคยเขียน
Maps of Meaning: The Architecture of Belief เป็นหนังสือที่ลุงแกเคยเขียน ตอน 1999
แต่คุณลุงแกเริ่มเขียนตั้งแต่ปี 1980
ซึ่งผมก็ยังไม่ได้อ่านแต่ไปอ่านของสรุปที่คนอื่นเขียนก็คือ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างความหมาย ความเชื่อและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ
และความเชื่อหรือสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการทำงานและโครงสร้างของสมองเราอย่างไร
โดยหนังสือเล่มนี้ได้รับอิทธิพลมาจากงานของ Jung's archetypal ideas, collective unconscious
และ จิตวิทยาวิวัฒนาการ จึงไม่แปลกใจที่แกจะพูดถึงสัตว์ต่าง ๆ ในหนังสือของแกค่อนข้างเยอะ
ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบแนวคิดของ Jung อยู่แล้ว
เพราะเป็น Jung เป็นเนื้อหาที่ต้องเรียนขณะในมหาวิทยาลัย
นอกจากนี้ผมเคยได้เข้า workshop เกี่ยวข้องกับ
Dream interpretation ของ Carl G. Jung โดยคนสอนเป็นลูกศิษฐ์สายตรงของ Jung
โดยประสบการณ์หนึ่งที่ผมเข้า workshop แล้วผมจำได้ก็คือ
การตีความความฝันโดยผู้เชี่ยวชาญของ Jung มันสามารถเป็นเครื่องมือในการบำบัดได้จริง ๆ
ถึงแม้ว่าคนตีความจะเป็นฝรั่งแต่และความเชื่อและประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตของคนไทยจะต่างกันออกไป
แต่มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์ไม่ว่าจะอยู่บนส่วนไหนของโลก มนุษย์ก็จะมีความเป็นสากลอยู่
ดังนั้นก็จะมีเรื่อง Jung's archetypal ideas เข้ามาเกี่ยวข้อง
หากอธิบายง่าย ๆ ในความเข้าใจของผมก็คือ เป็นตัวแบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว
และมนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติ ดังนั้นความเป็นแม่แบบ(archetypal) ก็จะมีอยู่ในมนุษย์เช่นกัน
ถ้าใน ACT (Acceptance and Commitment Therapy) ก็จะเป็นบริบท(context)หรือ Theme
ที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลคนนั้น
เช่น หากพูดถึง "ความเป็นแม่" หรือ "ความเป็นตัวแม่" ในแต่ละสังคมวัฒนธรรมก็จะมีความเป็นตัวแม่อยู่
theme ของความรอบคอบ ไม่ว่าคนคนนี้จะทำอะไรก็จะรอบคอบและละเอียด
theme ของความตลก สนุกสนาน ในทุกกลุ่มก็จะมีเพื่อนคนหนึ่งที่เฮฮา
สนุกสนานเข้ากับคนได้ง่าย ตลก แม้ว่าเพื่อนคนนั้นจะเศร้าพอเราเห็นมันเราก็ตลก
บริบทไม่ใช่พฤติกรรม ดังนั้นการเอาคนที่จริงจังเอามาทำอะไรตลก ๆ ก็จะเป็นตลกที่มีความพยายาม เป็นต้น
แต่ข้อจำกัดของนักบำบัดสาย Jung แบบแท้ ๆ คือ สร้างยากมาก 1 คน ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี
เพราะจะต้องอ่านเยอะมาก ดูได้จากห้องสมุดของคุณลุงเจ้าของทฤษฎี
เพราะจะต้องมีความรู้ที่กว้างขวางและลึก ในหลาย ๆ ทั้ง จิตวิทยา ความเชื่อ เทพปกรณัม
ประวัติศาสตร์ ศาสนา ประเพณี บรรทัดฐานสังคมของแต่ละที่ จิตวิญญาณและสุดท้ายจิตวิทยา
ดังนั้นจึงเข้าใจได้มากขึ้นว่าคนที่สนใจ Jung แบบ Jordan จะเป็นคนแบบไหน
คือ มีความรู้รอบด้านและลึกในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ จะสนใจการทำจิตบำบัด
สนใจศาสนา(คริสต์) สนใจด้านจิตวิญญาณ วัฒนธรรม วิวัฒนาการและสมอง
Maps of Meaning: The Architecture of Belief จึงใช้เวลาเขียนทั้งหมด 19 ปี
กลิ่นอายของหนังสือเกม 12 Rules for Life จึงต้องมีกลิ่นอายที่เป็นเอกลักษณ์ของแก
ที่อยู่ในงาน Maps of Meaning อย่างแน่นอน (เดี๋ยวจะไปหาอ่าน)


สาเหตุหนึ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมการดูไพ่แล้วเรารู้สึกเกี่ยวข้องหรือรู้ว่ามันไพ่เข้าถึงใจเรา
เพราะมันมีเรื่องของ ความเป็นแม่แบบ(archetypal) มาเกี่ยวข้อง
จนมีช่วงหนึ่งที่ผมเลือกไพ่มาเป็นเครื่องมือช่วยในการบำบัด
เพราะว่ามนุษย์ทุกคนมีลักษณะอะไรบางอย่างที่เหมือนกัน
ไพ่สามารถดึงคุณลักษณะตรงนั้นออกมาได้อยากรวดเร็ว
บางครั้งเราก็เคยทำอะไรแบบสบาย ๆ บางครั้งเราก็อยู่ในระเบียบ
บางครั้งเราก็ทุ่มเทกับความรัก บางครั้งเราก็สนใจการงาน
บางครั้งเราก็ต้องพบเจอกับความสูญเสีย บางครั้งเราก็พบกับความเปลี่ยนแปลง
บางครั้งเราก็ต้องออกเดินทางไปในที่เราไม่คุ้นเคย บางครั้งเราก็ตัดสินคนอื่นและตัวเอง
บางครั้งเราก็มีด้านร้าย ๆ หรือบางครั้งเรากลายเป็นคนดี
แล้วแบบไหนคือสิ่งที่ดีที่สุด? หรือบริบทไหนคือสิ่งที่ดีที่สุด?
คำตอบก็คือไม่มี เพราะมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์
บางสถานการณ์กับบางคนเราก็ต้องปกป้องตัวเอง หรือบางสถานการณ์เราก็ต้องยอม
ดังนั้นการที่เราสามารถหรือเป็นได้หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างคือสิ่งที่ดีที่สุด
และนั่นคือเป้าหมายของการทำจิตบำบัดครับ เพื่อให้เรามีเครื่องมือในาการดำเนินชีวิตมากขึ้น
เพื่อให้เราสามารถรับมือกับปัญหาที่หลากหลายได้นั่นเอง

หากมองจากพื้นฐานงานที่ส่งผลกระทบต่อผู้เขียนแล้ว
ความเป็นระเบียบ(Order) คือ การที่คนปฏิบัติตัวอยู่ในบรรทัดฐานของสังคม ทำนายได้ ร่วมมือกัน
หรือทำอะไรก็ตามในนิยามของสิ่งที่เราได้นิยายว่าเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น
การขยายขอบเขตถิ่นฐานที่อยู่อาศัยและ การขยายเผ่าพันธ์ก็เป็นส่วนหนึ่ง
แต่ความยุ่งเหยิง(Chaos) คือ สิ่งตรงข้าม เป็นสิ่งที่ทำนายไม่ได้
เป็นผลตอบรับต่อสิ่งที่คาดไม่ถึง เช่น ความเงียบ ความน่าละอาย ความพังพินาศ
สิ่งที่เป็นเป็นไปตามความคาดหวังของสังคม เช่น การตกงาน การไม่รับผิดชอบ การนอกใจ
ถ้าเราอ่านแบบผ่าน ๆ เราก็จะมองว่าความเป็นระเบียบเป็นสิ่งที่ดี
และความยุ่งเหยิงเป็นสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งมันเป็นคนละด้านอย่างสิ้นเชิง
แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองสิ่งคือสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้
ตัวอย่างเช่น ไพ่ Death หรือความตาย การยุติ การสิ้นสุด
แต่ไพ่ Death ก็มีอีกความหมายก็คือ การเกิดใหม่ การเริ่มต้นใหม่ และการเริ่มต้น
เพราะ เมื่อเรายุติความสัมพันธ์กับสิ่งหนึ่ง ความสัมพันธ์กับสิ่งใหม่จึงเริ่มต้นได้
ดังนั้นการเริ่มต้นกับการสิ้นสุดจึงเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันเสมอ
หากเราอยู่ในจุดที่เราคิดว่าชีวิตเรามั่นคงปลอดภัย
เรารู้จริง ๆ รึปล่าวว่าเราจะอยู่ในจุดนี้ได้อีกนานขนาดไหน จะไม่มีความเปลี่ยนแปลงเข้ามา
ซึ่ง COVID-19 ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้ชีวิตหลาย ๆ คนเปลี่ยนแปลงไป
และก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของคนหลาย ๆ คนไปในเวลาเดียวกัน
การที่เราจะยอมรับด้านที่เราแสดงออกเป็นปรกติ(Persona)เป็นเรื่องง่าย
เพราะมันคือด้านที่ทำให้เราประสบผลสำเร็จและได้ผลลัพธ์ต่าง ๆ ในชีวิต
แต่การที่เราจะยอมรับด้านที่เราขับไล่ไสส่งไปนั้นยากมาก(Shadow)
ซึ่งปัญหาหลาย ๆ อย่างในชีวิตของผู้คนที่มาพูดกับผมก็มักจะเกิดขึ้นจากส่วนนี้
ดังนั้นหน้าที่หนักของผมคือทำงานกับส่วนนี้ แน่นอนว่าถ้าคุณเข้าใจและยอมรับมันได้
คุณก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นอิสระมากยิ่งขึ้น มีปฏิสัมพันธ์กับคนที่เป็นขั้วตรงข้ามได้ดีขึ้น
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หากสนใจทำจิตบำบัด สนใจในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน
อยากมีประสบการณ์ทำงานกับนักจิตวิทยาสามารถนัดหมายได้นะครับ อิอิ (แวะขายของก่อน 555)
ความน่าสนใจอย่างหนึ่งคือครั้งแรกที่ผมเปิดบทที่ 1 มาอ่าน
สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจค่อนข้างมาก Lobster ใช่ครับ กุ้ง Lobster
ผู้แต่งหนังสือเปิดมาด้วย Lobster เลย
การอ่านหนังสือเล่มนี้บทแรกทำให้เรา เราจะได้รู้จัก Lobster มากขึ้นและสัตว์ชนิดอื่น ๆ ด้วย
เพราะเราสามารถทำความเข้าใจความเป็นมนุษย์ผ่านสัตว์ได้ในเวลาเดียวกัน
ซึ่งต้องชมความเก่งกาจของผู้แต่งหนังสือเล่มนี้เลย มันเป็นเหตุเป็นผลมาก และยิงมุกมาเป็นช่วง ๆ ด้วย
ทำไมผู้แต่งถึงยกตัวอย่างเป็น Lobster ขึ้นมา
เพราะว่า Lobster เป็นสัตว์ที่ไม่ได้ซับซ้อน มีระบบประสาทที่สามารถสังเกตได้ง่าย
ดังนั้นเมื่อเกิดอะไรบางอย่างขึ้นในระบบประสาทและสมองจึงสามารถศึกษาได้ง่ายกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ

ซึ่งเราอาจจะไม่รู้ว่าถ้าเราเกิดเป็น Lobster นั้นชีวิตไม่ได้สุขสงบอย่างที่คิด
Lobster เป็นสัตว์ที่จะต้องต่อสู้กันตลอดเวลาเพื่อได้ให้ถิ่นทำเลในการทำมาหากินให้ดีที่สุด
ในสำนวนไทยอาจจะมีคำว่า "เสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้"
ละ Lobster ก็อยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้เช่นกัน เพราะ Lobster มีเป็น 100 ตัว
และทุกตัวต้องต่อสู้แย่งชิงกันเพื่อให้ได้พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดและปลอดภัยที่สุด
เพราะ Lobster ทุกตัวจะต้องมีช่วงเวลาที่ลอกคราบสลัดเปลือก
ดังนั้นเมื่อช่วงเวลานั้นมาถึงจะเป็นช่วงเวลาที่ Lobster จะอ่อนแอมากที่สุด
การมีอาณาเขตบริเวณที่ปลอดภัยจึงยิ่งเป็นสิ่งที่สำเป็นอย่างมากในการดำเนินชีวิตของมัน
แต่หากกุ้งสองตัวต่อสู้กันตรง ๆ ทั้งสองฝ่ายก็จะสูญเสียและอ่อนแอลง
เมื่อกุ้งตัวที่สามที่ไม่ได้แข็งแรงมากเท่าสองตัวแรกมาเห็นก็สามารถแย่งชิงชัยชนะไปได้
เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นกุ้งจึงมีกลไกในการหลีกเลี่ยงการปะทะกัน แต่รู้ได้ไงว่าใครเจ๋งกว่า
1) กุ้งจะปล่อยสารเคมีบางอย่างเมื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าใครขนาดใหญ่กว่า ตัวไหนรู้ว่าสู้ไม่ได้ก็จะถอย
2) รำมวยใส่กัน ใครกระพริบตาก่อนแพ้
3) เล่นซูโม่กัน ตัวไหนที่คว่ำอีกฝ่ายได้ก็จะถือว่าแข็งแรงกว่า
4) สู้กันจริง ๆ เพราะ 3 ขั้นตอนด้านบนไม่สามารถบอกผลได้ และความสูญเสียจะเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย
ยศและตำแหน่งจึงเปรียบเหมือนรางวัลที่ฝ่ายชนะจะได้ไป เพื่อให้เกิดการต่อสู่สูญในอนาคตน้องลง

สิ่งที่น่าสนใจก็คือเมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลงจะมีกุ้งหนึ่งตัวชนะและอีกตัวแพ้
โดยตัวที่แพ้สมองของจะมันถูกทำลายและสมองจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในฐานะของสมองผู้แพ้
เพื่อไม่ให้เกิดการต่อสู้และเกิดการสู่เสียขึ้นอีกในอนาคต
ผู้แพ้ก็จะแพ้ตลอดไปถึงแม้ว่าจะเคยชนะตัวอื่นมาก่อนก็ตาม
สำหรับกุ้งตัวที่ชนะก็จะเดินได้อย่างสง่างามกว่า เพราะสัดส่วนของสารเคมี 2 ตัวคือ Serotonin และ Octopamine
เมื่อชนะ Serotonin จะสูงและ Octopamine จะต่ำ ส่งผลทำให้กุ้งมั่นใจ และเกิดการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น
และเมื่อร่างกายเข้าสู่สภาวะนั้นแล้วการตอบสนองเมื่อเกิดการต่อสู้ก็จะดีขึ้นอีกด้วย
หางจะสะบัดได้เร็วขึ้นจึงทำให้ผู้ชนะยิ่งชนะ
ส่วนกุ้งที่แพ้ก็จะมี Serotonin ที่ต่ำและมี Octopamine ที่สูง หากมนุษย์รับยาที่มีสัดส่วนแบบนี้
ไม่นานมนุษย์คนนั้นก็จะกลายเป็นโรคซึมเศร้า
ซึ่งท่าทางก็จะเป็นท่าทางปรกติของคนที่แพ้หลังจากการแข่งขันชนิดต่าง ๆ จบลง หรืออกหักก็จะมีลักษณะคล้ายกัน
เช่น ไปนั่งไหล่ห่อ นอนงอตัว อยู่คนเดียวในที่มืด ๆ มีความกลัวหรือไม่มั่นใจบางอย่างเกิดขึ้น เป็นต้น
นอกจากนี้แล้วสำหรับ Lobster เพศเมียก็จะถูกดึงดูดโดยกุ้งที่มีลักษณะเป็นผู้ชนะมากกว่า
ลองนึกถึงว่าหากคุณเป็นกุ้งแล้วมั่นใจว่ามีถิ่นทำกิน มีอาหารกินแน่นอน
มีบ้านที่แข็งแรงไม่ต้องกังวลตอนลอกคราบ มีสาว ๆ มาให้เลือกตลอดมากมาย
คุณว่าระดับความเครียดในการดำเนินชีวิตของคุณจะสูงหรือต่ำ?
เปรียบเทียบกับกุ้งที่เป็นผู้แพ้ ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร หรือต้องกินของเหลือจากฝูง
ไม่รู้ว่ากลางคืนนี้จะไปนอนที่ไหน ไม่รู้ว่าลอกคราบแล้วจะปลอดภัยรึปล่าว
สาว ๆ ก็ไม่สนใจ หากคุณเป็นกุ้งแบบนี้ความเครียดของคุณจะสูงหรือต่ำกว่ากุ้งตัวแรกครับ?
เพิ่มเติมให้ครับ ผมเคยไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งแล้วจำไม่ได้เหมือนกันว่าเรื่องอะไร
แต่เขาจะพูดถึง The Superstar Effect ก็คือว่ามีการแข่งขันหนึ่งเกิดขึ้น
แล้วคู่แข่งหรือคนในวงการรับรู้ว่าคนคนนี้เก่งมาก ๆ เช่น ไทเกอร์ วูดมาเข้าแข่งขันด้วย
ตรงนี้จะส่งผลทำให้คู่แข่งเล่นได้แย่งลง ถึงแม้ว่าวันนั้นซุปตาร์จะเล่นได้ไม่ดีเท่ามาตรฐาน
แต่คนที่เป็นคนคู่แข่งก็จะเล่นได้แย่กว่าปรกติไปอีกด้วย
ที่อยากจะสื่อก็คือสารเคมีในของเรามันส่งผลต่อการทำเดินชีวิตของเราจริง ๆ ครับ
และมีบทบาทค่อนข้างที่จะเยอะด้วย
ดังนั้นหน้าที่ของนักจิตวิทยาการกีฬาก็จะต้องทำงานกับปรากฎการณ์นี้อีกด้วย
สมองส่วนที่ควบคุมการรับรู้ถึงตำแหน่งหรือลำดับขั้น สมองส่วนนั้นจะทำงานเกี่ยวข้องกับ
การทำงานของร่างกายในส่วนที่เราควบคุมได้และในส่วนที่ร่างการควบคุมไม่ได้หรือเป็นอัตโนมัติอีกด้วย
เช่น การรับรู้ตัวเอง การรับรู้คุณค่าของตัวเอง อารมณ์ ความคิด การกระทำ การตีความสิ่งที่เกิดขึ้น
ไม่ว่าสัตว์ชนิดไหนก็ตามเมื่ออยู่ในสถานะที่หรือตำแหน่งที่ต่ำก็จะมี Serotonin ที่ต่ำ
เมื่อเรามี Seronotonin ที่ต่ำร่างกายของเราก็จะมีความมั่นใจต่ำลง
การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงก็จะทำได้ไม่ค่อยดี เพราะระดับความเครียดมีสูงอยู่แล้ว
ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ เราก็จะวางแผนทุกอย่างเพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
และเราก็จะวางแผนทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น
เมื่อพลังงานของเราถูกนำไปใช้กับเรื่องที่ไม่สำคัญหมดแล้วเมื่อมีเรื่องสำคัญเกิดขึ้น
เราก็จะจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ไม่ค่อยดี
ความเครียดก็จะสูงขึ้นง่ายกว่าคนปรกติ เมื่อความเครียดสูงก็จะป่วยง่ายกว่า
เพราะระบบภูมิคุ้นกันจะทำงานได้ไม่ค่อยดีและจะมีอายุขับเฉลี่ยที่สั้นกว่าอีกด้วย
หากมีโรคระบาดเกิดขึ้นสัตว์ที่มีสถานะทางสังคมต่ำจะเสียชีวิตก่อน
อีกแล้วโน้มหนึ่งที่คนมีความเครียดสูงมักจะทำก็คือ เข้าหาสิ่งที่เป็นความสุขระยะสั้น
ทั้งการใช้สารเสพติด การใช้เงินจำนวนมาก การกินเพื่อให้ตัวเองรู้สึกมีความสุข
เพราะไม่มีความแน่นอนในชีวิตของกุ้งที่มีสถานะทางสังคมที่ต่ำ
ในหนังสือเล่าอีกว่าสำหรับคนที่มีสถานะทางสังคมที่ต่ำจะใช้เงินได้อย่างไม่เหมาะสม
เพราะ ไม่คุ้นเคยกับการใช้เงิน ดังนั้นการได้เงินมาเป็นจำนวนมากจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
คนที่อยู่ในภาวะที่ต้องตกอยู่ใต้ความเครียดเป็นเวลานาน เช่น อยู่ในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง
อยู่ในครอบครัวที่ยากจน อยู่ในโรงเรียนก็ถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง ไม่รู้สึกปลอดภัยไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม
จะทำให้สมองถูกปกคลุมไปด้วยความเครียดเป็นเวลานาน
ดังนั้นการคิดการตัดสินใจของคนกลุ่มนี้ก็จะไม่เป็นการตัดสินใจอย่างเต็มประสิทธิภาพ
การทางกลับกันหากคุณอยู่ในจุดที่คิดว่ามั่นคงและสิ่งที่ทำให้ความเครียดคุณมีน้อยมาก
ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤตเกิดขึ้น ผู้ชนะก็จะเห็นโอกาสหรือมีเวลานั่นคิดว่าจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบทบาทของ Serotonin ที่มีจำนวนมากนั่นเอง
การวางแผนระยะยาวก็จะดีกว่า ไม่ได้สนใจในความสุขระยะสั้นเพราะมีความสุขอยู่แล้ว
การตัดสินใจก็จะเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น เพราะไม่ต้องรีบร้อนตัดสินใจเรื่องที่ไม่จำเป็น
สิ่งแรกที่คุณ Jordan แนะนำให้ผู้ที่มารับบริการกับเขาที่เป็นซึมเศร้าหรือวิตกกังวลทำก็คือ
1) การตื่นตรงเวลาและ 2) การรับประทานอาหารเช้าที่มีโปรตีนสูง ในทุกทุกวัน
Theme ที่เราจะเห็นก็คือ ความเป็นระเบียบ(Order) และความยุ่งเหยิง(Chaos)
สำหรับผู้ที่อยู่ภายใต้ความเครียดมาเป็นเวลานานสิ่งหนึ่งที่จะช่วยลดความเครียดลงได้คือ
ความเป็นระเบียบ
อย่างไร?
ผู้แต่งเขียนบอกว่าไม่จำเป็นว่าจะเข้านอนกี่โมงแต่ ขอให้ตื่นนอนตรงเวลาเดิม
เพราะผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลจะต้องเจ็บปวดกับกิจวัตรประจำวันที่คาดเดาไม่ได้อยู่แล้ว
ดังนั้นหากมีเรื่องหนึ่งคาดเดาได้ พลังงานที่จะต้องใช้จัดการกับส่วนที่ก็จะเอาไปใช้กับเรื่องที่สำคัญกว่า
นอกจากนี้การกินอาหารเช้าที่มีโปรตีนสูงหลังจากตื่นนอนก็เป็นเรื่องสำคัญ
เพราะว่าการกินอาหารที่มีน้ำตาลสูงจะทำถูกย่อยสลายในระยะเวลานั้น
ระดับน้ำตาลในเลือกจะสูงขึ้นเป็นระยะเวลานั้น ๆ และก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว
ร่างกายของผู้ป่วยซึมเศร้าหรือวิตกกังวลจะปล่อย Insuline มากกว่าคนปรกติ
เพราะตกอยู่ในความเครียดในระดับหนึ่งอยู่แล้ว
ดังนั้นเมื่อทานอาหารที่มีแต่น้ำตาลอย่างเดียวเมื่อเวลาผ่านไป
น้ำตาลในเลือดก็จะถูกดูดกลับไปหมด สุดท้ายผู้ป่วยก็จะเข้าสู่สภาวะขาดน้ำตาล(hypoglycemic)
และเมื่อร่างกายทำได้อย่างไม่ดีการตัดสินใจต่าง ๆ ก็แย่ตามไปด้วยตลอดวัน
ซึ่งวงจรนี้จะเริ่มต้นใหม่ทุก ๆ ครั้งที่เรานอนหรือตื่นนอนใหม่อีกรอบนั่นเอง
เขาบอกว่าคนที่มาทำจิตบำบัดกับเขาส่วนหนึ่งอาการดีขึ้นเพราะเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันการตื่น
และเปลี่ยนอาหารเช้าที่กิน
การเกิดโรคบางโรงเช่น Agoraphobia โรคกลัวที่ต้องอยู่ท่านกลางผู้คน
จะมีจุดเริ่มต้นมาจากสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องดีในระยะสั้นแต่เป็นผลเสียในระยะยาว
เช่น หากเรารู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะต้องเข้าสังคมหรือต้องทำในสิ่งที่เราไม่กล้า
วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เรารู้ปลอดภัยได้ง่ายที่สุดคือการหนีและเราก็จะรู้สึกปลอดภัยขึ้น
เมื่อคุณหนีจนเคยชินสุดท้าย คุณก็จะได้ทักษะใหม่ในการรับมือคือการหนี
แต่คุณก็จะสูญเสียทักษะที่จำเป็นในการรับมือสถานการณ์จริง ๆ
เพราะการเผชิญหน้าตรง ๆ จะทำให้คุณรู้สึกอ่อนแอ ไม่ปลอดภัย เครียดและเจ็บปวด
ซึ่งนี้ก็เป็นความเจ็บปวดหนึ่งของคนที่เป็นซึมเศร้า นั่นคือความเจ็บปวดในการเข้าสังคม
และการแยกตัวก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้ไม่เจ็บปวดมากขึ้นในระยะสั้น
แต่ในขณะเดียวการพฤติกรรมการหลีกหนีทำให้อาการซึมเศร้าแย่งลงในระยะยาว
เช่นเดียวกับการดื่มสุราเพื่อให้เราลืมความเจ็บปวดไปซักครู่
แต่หากดื่มในระยะยาวเราก็จะเป็นโรคพิษสุราเรื้องรัง(alcoholic)
และการดื่มสุราเป็นระยะเวลานานนำไปสู่โรคหัวใจ มะเร็ง สมองเสื่อม
เรารู้ว่ากุ้งที่พ่ายแพ้จะสมองจะถูกทำลายและสร้างขึ้นมาใหม่ในฐานะผู้แพ้
สมองมนุษย์ถึงจะไม่มีกลไกนี้แต่ก็จะมีกลไกบางอย่างที่ทำงานใกล้เคียงกัน
คือฝังประสบการณ์ที่เจ็บปวดเอาไว้ ถ้าเราไม่ได้ทำงานกับมัน
เมื่อเราเติบโตขึ้นหรือกลายเป็นผู้ใหญ่ ประสบการณ์นั้นก็จะยังส่งผลต่อการดำเนินชีวิต
การตัดสินใจ ความเครียดที่สูงกว่าปรกติ ความวิตกกังวล ความมั่นใจ การเห็นคุณค่าในตัวเอง
และสิ่งเหล่านี้จะแสดงออกผ่านทางสรีระ คือ ตัวงอ ก้มหน้า หลีกเลี่ยงสายตา
สำหรับผู้ล่าที่เห็นว่าใครคือเหยื่อก็จะรู้ว่าตัวเองสามารถที่จะคุมคามใครได้ หรือเอาเปรียบใครได้
สำหรับเหยื่อแล้ว ในช่วงเวลาที่ถูกกระทำผู้เป็นเหยื่อย่อยอ่อนแอกว่าผู้กระทำ
การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นของเหยื่อก็คือ เรียนรู้ที่จะไม่สู้ เพราะหากสู้แล้วอาจจะส่งผลเสียกว่าเดิม
ดังนั้นเหยื่อก็จะมีมุมมองต่อโลกในลักษณะที่ดีกว่าความเป็นจริง
เช่น คนปรกติเป็นคนดีอยู่แล้ว ไม่มีใครอยากที่จะทำร้ายใคร การใช้ความรุนแรงคือสิ่งที่ผิด
ความโกรธคือสิ่งที่ไม่ดี เพื่อให้ตัวเองไม่ได้แสดงด้านร้าย ๆ ออกมา
สิ่งที่คุณ Jordan ทำก็คือ พาคนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนดีไม่เคยโกรธใคร
ไม่รู้จักความโกรธหรือความขุ่นข้องใจที่มีในตัวเองก่อน
พาไปสำรวจกฎเกณฑ์ที่ไม่เห็นเหตุเป็นผลที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเอง ไม่ให้แสดงความโกรธออกมา
และพาไปสำรวจความต้องการที่ซุกซ่อนอยู่ภายในใจของตนเองจริง ๆ
เมื่อไรก็ตามที่คนที่คิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อหรือเป็นคนดีได้ค้นพบศักยภาพที่มีในตัวเอง
เมื่อนั้นผู้นั้นก็จะพบกับศักยภาพในการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ
เพราะเขารู้แล้วว่าเขามีศักยภาพที่จะตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้
สามารถที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเองได้ และการเคารพตัวเองก็จะเกิดขึ้นตาม
ประสบการณ์ของผมเอง :
ผมมีลูกค้าท่านหนึ่งที่รู้สึกผิดต่อหัวหน้างานทั้ง ๆ ที่หัวหน้าไม่มีเหตุผลและไม่เคารพเขา
แต่สิ่งที่ผมค้นพบในระหว่างการบำบัดก็คือ ลูกค้าของผมคนนี้ถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัว
ที่พ่อใช้ความรุนแรงต่อแม่และใช้ความรุนแรงต่อตัวเอง
ดังนั้นเขาจึงได้สร้างมุมมองที่มีต่อความโกรธว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีและไม่ควรจะเกิดขึ้น
เขากลัวที่จะแสดงความโกรธออกมา เพราะเขาไม่อยากทำร้ายใคร เขาไม่อยากกลายเป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบ
เมื่อไรก็ตามที่เขาจะรู้สึกโกรธเขาจะเปลี่ยนมันการเป็นความรู้สึกผิดและโทษตัวเองแทน ถึงแม้เป็นความผิดของคนอื่น
เมื่อมีมุมมองต่อตัวเองว่าเขาทำอะไรก็ผิด เขาก็รับรู้คุณค่าน้อยลง
ความมั่นใจก็น้อยลง และสารเคมีในสมองส่วนต่าง ๆ ก็เริ่มทำงานแบบ Lobster ที่อยู่ในสถานะสังคมที่ต่ำ
และใช่ครับ ลูกค้าของผมคนนั้นมาหาผมเพราะมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย
เพราะสมองผลิด Serotonin ได้ปริมาณนั้นทำให้มีความสุขน้อยลง มีความกังวลมากขึ้นและเศร้ามากขึ้น

ที่ผมได้ยกบรรยาย TED ตอนนี้ขึ้นมาพูดถึง เพราะว่า เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับอวจนภาษา
และได้กล่าวถึงงานวิจัยคล้าย ๆ กับที่ Jordan ได้พูดถึงก็คือ
"การมีความสุขทำให้เรายิ้ม" และ "การยิ้มทำให้เกิดความสุข"
ซึ่งร่างกายและอารมณ์ความรู้สึกของเราเป็นการสื่อสารสองทาง
ดังนั้นการแทรกแทรงสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็จะส่งผลต่ออีกสิ่งหนึ่ง
เช่น เรารู้สึกว่ามีอำนาจเราก็จะแสดงออกแบบนี้ และถ้าเราทำแบบนี้เราก็จะรู้สึกว่าเรามีอำนาจจริง ๆ
ซึ่งมันไม่ได้เปลี่ยนแค่ความรู้สึกของเรา แต่นั่นเปลี่ยนถึงระดับฮอร์โมนที่สมองเราส่งออกมาอีกด้วย
เมื่อเรามีความสุขมากขึ้น เราก็จะมองโลกดีขึ้น รู้สึกมีความหวังมากขึ้น รู้สึกว่ามีโอกาสบนโลกนี้มากขึ้น
มีระบบความคิดที่เป็นนามธรรมมากขึ้น และกล้าที่จะเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เพราะร่างกายจัดการความเครียดได้ดีกว่า
โดย Amy คนบรรยาย TED ได้ทำการทดลองขึ้นมา โดยเก็บตัวอย่างน้ำลาย
ให้ไปอยู่ในท่าที่มีอำนาจ หรือท่าที่ไม่มีอำนาจ 2 นาที
หลังจากนั้นเก็บผลน้ำลายอีกรอบ และให้ไปเล่นการพนัน





สิ่งที่งานวิจัยนี้ค้นพบก็คือ คนที่อยู่ในท่ามีอำนาจ เสี่ยงมากขึ้นกว่าอย่างเห็นได้ชัด
มีระดับฮอร์โมน Testosterone สูงขึ้น นอกจากนี้ฮอร์โมน Costisol ยังลดลงอีกด้วย
ซึ่งก็สรุปคล้ายกับที่ได้กล่าวมาคือ ภูมิคุ้มกันความเครียดมากยิ่งขึ้นและมีความเครียดลดลง
อันนี้เป็นเรื่องราวของเจ๊ Amy ครับ ใครมีเวลาว่างลองไปนั่งดู TED แกนะครับ
คือแกเล่าว่าจริง ๆ ตอนเด็ก เจ๊เคยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์แล้วสมองกระทบกระเทือน
จนต้องออกจากการเรียน และอีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ
IQ เจ๊แกลดลงไปจากเดิมมากจนหลาย ๆ คนบอกว่าเธอเรียนไม่จบหรอก
ซึ่งความหัวดีของเจ๊แกเป็นสิ่งที่เป็นจุดเด่นของแกก็ถูกพรากเอาไป เดาไม่ออกเลยว่าเจ๊จะเจ็บปวดขนาดไหน
ตอนนั้นเองเจ๊แกก็รู้สึกตัวเล็กตัวน้อยมาก
แต่เจ๊แก็พยายามอย่างหนักมาก ๆ เรียนต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมแพ้จนใช้ระยะเวลาเรียนมากกว่าคนปรกติ 4 ปี
แต่เรื่องราวก็ยังไม่จบเพราะเจ๊แกก็ไปเรียนต่อที่ Princeton
แล้วตอนนั้นเองเจ๊แกก็รู้สึกว่าแกไม่สมควรที่จะอยู่ตรงนั้นเพราะแกไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น
แต่แล้วก็มีกิจกรรมหนึ่งที่เด็กปี 1 จะต้องไปพูดคุยกับคน 20 คน 20 นาที
แล้วเจ๊แกก็กลัวมากที่จะเข้าร่วมกิจกรรมนั้น แต่อาจารย์ที่ปรึกษาแกก็บอกว่า
ให้ไปทำกิจกรรมนั้น ทำถึงแม้ว่าจะพูดอะไรไม่ออก ไปทำกิจกรรมนั้นถึงแม้ว่าจะไปยืนนิ่ง
จนสุดท้ายเจ๊แกก็กล่อมตัวเองให้ไปทำได้ และเจ๊แกก็จบ Princeton ในระยะเวลา 5 ปี
แล้วเจ๊แกก็ไปต่อ Harvard แกบอกว่าแกไม่ได้คิดสิ่งนี้ในหัวอีกแล้วคือ
"ฉันไม่สมควรที่จะอยู่ที่นี่"
วันนี้เธอก็ไปสอนและเธอก็เห็นนักเรียนของเธอไม่มีส่วนร่วมในห้องเรียน
แล้วเธอก็บอกไปว่า "ถ้าเธอไม่มีส่วนร่วมในห้องเรียนก็จะตกนะ"
สุดท้ายเมื่อช่วงเวลาพักนักเรียนคนนั้นของเธอก็เข้ามาหาเธอที่ห้องแล้วพูดกับเธอว่า
"ฉันไม่สมควรที่จะอยู่ที่นี่"
ตอนที่เธอเล่ามาถึงตรงนี้มีความรู้สึกมากมายเกิดขึ้นในใจของผมครับ และมันดีมากครับ
แล้วเธอก็เล่าต่อว่าเธอตระหนักได้ 2 อย่างก็คือ
1. เธอไม่ได้คิดหรือเป็นแบบนั้นอีกแล้ว และเธอก็เข้าใจคนตรงหน้ามาก ๆ
2. เธอเห็นว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเธอก็เป็นแบบเธอได้เหมือนกัน
สุดท้ายเธอก็ให้นักเรียนคนนั้นลองทำท่าทางที่มีอำนาจ และไปเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
และผลลัพธ์ก็ออกมาดีเกิดคาด จนเวลาผ่านไป 2 เดือน นักเรียนของเธอคนนั้นก็กลายเป็นคนใหม่จริง ๆ
สิ่งที่เธอแนะนำก็คือถ้าคุณจะต้องไปเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด
ก็หาเวลาให้ตัวเองไปอยู่ในที่ส่วนตัวและทำท่าที่มีอำนาจ 2 นาที
ไปเพิ่ม Testosterone ให้สูงขึ้น และฮอร์โมน Costisol ลง อย่าให้สถานการณ์ควบคุมคุณ
ให้คุณเป็นคนที่ควบคุมสถานการณ์
2 นาทีเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกวันสุดท้ายคุณก็จะกลายเป็นคนที่คุณไม่คิดว่าคุณจะเป็นได้จริง ๆ
และชีวิตของคุณก็จะเปลี่ยนไป
สำหรับผมอ่านมาอ่านหนังสือเล่มนี้ตอนที่ประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น และประสบการณ์นักจิตวิทยามากขึ้น
ผมรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีจริง ๆ ครับ
นอกจากนี้ผมยังเพิ่มท่าทางของเจ๊ Amy มาให้ทุกคนดูด้วยว่าท่าแบบไหนคือท่าที่มีอำนาจ
เผื่อทุกท่านจะสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายขึ้นนะครับ
และที่สำคัญที่สุด อย่าลืมกลับมาเช็คตัวเองว่านั่งหรือยืนหลังตรง อกผายไหล่ผึ่งหรือไม่
เพราะท่าทางส่งผลต่อสารเคมีในสมองของเรา
สารเคมีสมองส่งผลต่อการตัดสินใจในการดำเนินชีวิตของเราและนั่นคือสิ่งที่กำหนดคุณภาพชีวิตของเราครับ
หวังว่าทุกท่านจะได้ประโยชน์จากสาระต่าง ๆ ที่ผมมานำเสนอนะครับ
หากสนใจทำจิตบำบัดสามารถติดต่อมาได้นะครับ ไม่ได้น่ากลัวเท่าที่คิดแน่นอนครับ
วันนี้ไปแล้วสวัสดีครับ
นักจิตวิทยาการปรึกษาและผู้ก่อตั้ง homemade-counseling