ส่วนหนึ่งก็คือผมรู้สึกว่าคนในสังคมตอนนี้ เรายังไม่ค่อยรู้ว่าจะรับมือกับความเจ็บปวด
สูญเสียอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และสิ่งเหล่านั้นได้ทิ้งบาดแผลทางใจเอาไว้
บางแผลนั้นจะค่อย ๆ สร้างกลไกป้องกันตนเองจากความเจ็บปวดในอนาคต
จนสุดท้ายแล้วเราก็จะหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในแบบที่เราอยากจะใช้
ชีวิตเราจะถูกขับเคลี่ยนด้วยความเจ็บปวด เสียใจและความกลัว
จนกลายเป็นชนวนการสร้างความเจ็บปวดให้ตามมาอย่างไม่ขาดสาย
แต่เมื่อได้เรียนรู้การรับมือที่ถูกวิธีแล้ว เราจะแปรเปลี่ยนความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นพลัง
จนเราจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความหมายมากยิ่งขึ้น
คนเขียนก็คือ John และ Russell โดยหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นมาได้เพราะ John ได้สูญเสียลูกไปในปี 1799
ซึ่งนั่นทำให้เขาได้พบเจอกับความสูญเสียและความเศร้าโศกเสียใจ
แต่เมื่อเขาได้เรียนรู้วิธีการในการผ่านประสบการณ์นั้นไปได้
เขาจึงเอาสิ่งนี้มากระกอบอาชีพโดยเขาได้ทำงานกับประสบการณ์ภายในกับผู้ที่กำลังรับมือกับการสูญเสียอยู่
โดยมีแนวทางการทำงานคือ "ทำงานกับผู้คนจำนวนมาก ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด"
สิ่งหนึ่งที่ผมชอบของหนังสือเล่มนี้ก็คือผู้เขียนได้เขียนประโยคแรกว่า
"ถ้าคุณกำลังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่
มีความเป็นไปได้สูงที่หัวใจของคุณถูกทำให้แตกสลายไปแล้ว"
― John & Russell
และอีกไม่กี่ย่อหน้าต่อมาก็มีอีกประโยคที่เขาได้พูดต่อก็คือ
"เราจะไม่พูดว่า เรารู้ว่าคุณรู้สึกอย่างไรอยู่ เพราะคุณรู้อยู่แล้ว
แล้วเราไม่รู้ และคนอื่น ๆ ก็ไม่รู้เช่นกัน
ถึงแม้ว่าความเจ็บปวดจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของคุณไปแล้ว
แต่เราจะบอกคุณว่า คุณจำเป็นต้องทำอะไร
เพื่อให้คุณได้สุขภาพจิตที่ดีกลับคืนมา"
― John & Russell
บอกเลยครับว่าแค่ไม่กี่ประโยคที่เขาได้พูดมาก็ทำให้ผมรู้สึก wow! มากเลยครับ
หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนเพื่อให้ข้อมูลที่จำเป็นการในการทำงานกับความเจ็บปวด
สำหรับคนที่ต้องการจะดีขึ้น โดยให้ทางเลือกในการ "ได้ทำงานกับความเจ็บปวด" และ "ฟื้นฟู"
แทนที่จะ "แยกตัวโดดเดี่ยว" และ "หลีกเลี่ยงประสบการณ์" ที่ต้องเผชิญในอนาคต
อย่างไรก็ตามการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้คุณดีขึ้นได้
แต่สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือคุณต้องทำงานกับตัวเองไปด้วยในเวลาเดียวกัน
โดยทั่วไปแล้วเมื่อเราพูดถึงการสูญเสียเรามักจะนึกถึงว่ามีคนในชีวิตซักคนตายจากไป
แต่จริง ๆ แล้วการทำงานกับประสบการณ์ภายในกับผู้ที่กำลังรับมือกับการสูญเสียอยู่
นั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความตายก็ได้
เช่น การล้มละลาย สูญเสียทรัพย์สินที่มี การหย่าร้าง สัตว์เลี้ยงเสียชีวิต
การย้ายถิ่นฐาน ย้ายโรงเรียน การแต่งงาน(การเปลี่ยนแปลงสถานภาพ)
การเรียนจบ การหายจากโรคที่เป็นอยู่ การเกษียณ การสิ้นสุดเวลาของวันหยุด
การสูญเสียสถานะในความสัมพันธ์บางอย่าง สูญเสียอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย
รวมทั้งสูญเสียความเชื่อใจสำหรับคนบางคนไป
ตัวอย่างจากในหนังสือ คนรักที่ป่วยเป็นมะเร็งมานานเสียชีวิต
ใจหนึ่งเราก็จะรู้สึกดีที่บุคคลนั้นไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไปเพราะความตายได้มาเยือน
แต่อีกใจหนึ่งเรารู้สึกว่าเราจะไม่มีบุคคลนั้นอยู่ในชีวิตของเราต่อไป
หรือการหย่าร้างใจหนึ่งเราก็จะรู้สึกดีที่ได้เป็นอิสระ
แต่อีกใจเราก็จะรู้สึกสูญเสียความคุ้นเคยบางอย่างในชีวิตไป ซึ่งนั้นทำให้เรารู้สึกกลัว
นอกจากนี้แล้วเรายังรู้สึกกลัวว่าในอนาคตเราจะหาคนดีได้เทียบเท่าหรือดีกว่าได้อีกไหม?
เช่นเดียวกันกับการเปลี่ยนงาน หรือการเปลี่ยนแปลงบริบทอื่น ๆ ในชีวิต
การที่พ่อแม่หย่าร้างกันไม่ได้ส่งผลต่อพ่อแม่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แต่ผลกระทบยังส่งไปถึงลูก และญาติพี่น้องคนอื่น ๆ และเพื่อนรอบข้างอีกด้วย
หากเราจัดการได้อย่างไม่เหมาะสม ผลกระทบเหล่านี้จะส่งผลกระทบไปตลอดชีวิต
เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบจะตัดสินใจในความสัมพันธ์บนพื้นฐานของความกลัว
และความสัมพันธ์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัวเราก็เดาได้ว่ามันจะจบลงอย่างไร
ความรู้สึกผสมปนเประหว่างความดีใจและเสียใจที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความปรกติ
ความรู้สึกขัดแย้งภายในใจจริงเป็นเรื่องปรกติ
การเศร้าโศกเศร้าเป็นปฏิกิริยาอย่างเป็นธรรมชาติของการตอบสนองต่อความสูญเสีย
ซึ่งการตอบสนองนั้นจะมี "ความขัดแย้งภายในตัวเกิดขึ้น"
แต่ปัญหาก็คือคนในสังคนคิดว่าสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ปรกติและได้สร้างกรอบความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลขึ้นมา
ต่อแนวทางการปฏิบัติตัวของผู้ที่สูญเสียและบุคคลรอบข้าง
1) อย่าเสียใจเลย หรือ อย่ารู้สึกแย่เลย
ความเชื่อหนึ่งที่ทำร้ายคนที่สูญเสียมากก็คือเราไม่ควรรู้สึกเสียใจที่สูญเสีย
นั่นทำให้ผู้ที่สูญเสียสับสนและเจ็บปวดมากขึ้นกว่าเดิม
มีพี่ท่านหนึ่งที่ได้ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับผู้ได้รับผลกระทบหลังเกิดเหตุการณ์ที่หนองบัวลำภู
พี่ท่านนั้นได้เล่าให้ฟังว่าชาวบ้านมีความเชื่อหนึ่งก็คือ "อย่าร้องไห้ เดี๋ยวเห็นแล้ว เด็ก ๆ จะไปไม่สบาย"
ลองนึกถึงคุณแม่ที่สูญเสียที่ได้ฟังพูดหรือความเชื่อนี้จากคนรอบข้าง
ความเชื่อบางอย่างสามารถทำให้สังคมเจ็บปวดได้มากกว่าที่เราคิด
2) แทนที่สิ่งเก่าด้วยสิ่งใหม่
ยกตัวอย่างเป็นการสูญเสียสัตว์เลี้ยงที่รัก
ถึงแม้ว่าเราจะซื้อน้องหมาหรือน้องแมวตัวใหม่มาเลี้ยงก็ตาม
ก็ไม่สามารถที่จะเติมเต็มหรือทดแทนช่องว่างของการสูญเสียครั้งนั้นไปได้
การมีแฟนใหม่ก็ไม่สามารถแทนที่แฟนคนเก่าได้
หรือการมีลูกคนใหม่ก็ไม่สามารถมาเติมเต็มช่วงว่างการสูญเสียลูกคนเก่าไปได้
เราไม่สามารถแทนที่ความสูญเสียสิ่งเดิมด้วยสิ่งใหม่ได้
3) ต้องแข้มแข็ง
ห้ามแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นเห็น ดังนั้นเราจะไม่ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น
นอกจากนี้เราจะไม่แสดงพฤติกรรมอื่นที่เป็นสัญญะของความอ่อนแอ
เช่น การแสดงออกถึงความเศร้า การร้องไห้ การแสดงออกถึงความเจ็บปวด ฯลฯ
พฤติกรรมที่ตามมาจะก่อให้ความสับสน หงุดหงิด ซึ่งนั่นนำไปสู่การแยกตัวและไม่อยากเข้าสังคม
4) ใช้ความคิดในการจัดการความรู้สึก
มนุษย์ยุคปัจจุบันบันเรามีความสามารถในการใช้ตรรกะได้อย่างเยี่ยมยอด
แต่สิ่งที่ผิดพลาดก็คือ เราใช้ตรรกะจัดการความรู้สึก เราคิดแบบ 1+1 = 2
ถ้าเรามีความทุกข์ ให้คะแนนคือ -1
หรือถ้าทำต้องไปหรือทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เราก็ให้คะแนนเป็น -1
ถ้าเราได้ทำในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข คือ +1
ถ้าเราทำสิ่งที่มีความสุขมากกว่าความทุกข์ เราก็จะมีความสุขมากกว่า -1 + 1 + 1 = 1
แต่เคยเป็นเราใช้เวลาไปกับการดูหนัง เล่นเกม ฟังเพลง เที่ยว ซื้อของ ฯลฯ เพิ่มเติมเต็มความสุขแต่สุดท้ายแล้ว
ยิ่งกินยิ่งรู้สึกผิด ยิ่ง shopping ยิ่งรู้สึกผิด ยิ่งทำสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขยิ่งรู้สึกแย่
เรากลับรู้สึกว่างเปล่ากว่าเดิม ทั้ง ๆ ที่เราคิดว่าความสุขจะเติมเต็มช่องว่างได้
5) เราลืมเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้หรอก
ใช่ครับเราลืมไม่ได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องลืม
แต่เราสามารถที่จะทำงานกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นและก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ได้
ลองนึกถึงประสบการณ์ดี ๆ กับคนคนนั้นหรือสิ่งของสิ่งนั้น
ลองแบ่งปันประสบการณ์ที่ดีกับคนรอบข้างดูแล้วคุณอาจจะค้นพบอะไรบางอย่างที่มากกว่าความเจ็บปวด
ขอย้ำอีกที่ว่าเราไม่จะเป็นต้องลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในใจ
6) move on!
"อะไรที่จบไปแล้วก็ไม่ต้องไปพูดถึงมันอีก" "ทำอนาคตให้ดีกว่าเดิมแล้วทุกอย่างจะดีเอง"
"อย่าสนใจเรื่องในอดีตเลยอนาคตยังมีอะไรดี ๆ รออยู่อีกเยอะ"
มันเป็นตรรกะที่ดีในการพูดกับมนุษย์ปรกติ
แต่สำหรับผู้ที่ตกอยู่ภายใต้ความเศร้าโศกและเจ็บปวดอย่างที่สุด
มันกลับชักนำให้เราไม่ได้จัดการกับความรู้สึกหรือตะกอนที่ตกค้างภายในใจ ก่อนจะเริ่มใหม่อีกครั้ง
7) แยกตัวและโดดเดี่ยว
"ให้เวลาเขาอยู่คนเดียวเถอะ เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้นเอง"
เวลาเรารู้สึกแย่ เราจะมีความคิดว่าการแยกตัวไปอยู่คนเดียวเพื่อจัดการความรู้สึกเป็นวิธีที่ดีที่สุด
แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถที่จะโศกเศร้าและเรียนรู้ที่จะจัดการความรู้สึกท่ามกลางผู้คนที่เราไว้วางใจได้
8) เวลาจะเยียวยาทุกสิ่งเอง
ถ้าเรามีเครื่องใช้ไฟฟ้าบางอย่างในบ้านที่พัง แล้วเราปล่อยไว้มันจะดีขึ้นเองหรือไม่?
ถ้าเวลาเยียวยาบาดแผลในใจได้จริง คงไม่มีอาชีพจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาแล้ว
บาดแผลต่าง ๆ ภายในใจตั้งแต่เรายังเด็กจนเติบโตก็จะหายไปตามกาลเวลา
9) ทำตัวยุ่ง ๆ เข้าไว้
ถ้าเรายุ่งเราก็จะไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องราวภายในใจ
แต่เมื่อสุดท้ายแล้วเรากลับมาอยู่กับตัวเอง หลุมความว่างเปล่าภายในใจก็ไม่เคยถูกเติมเต็ม
และเราก็จะรู้สึกถึงมันไปตลอดจนกว่าเราจะได้ทำงานกับมัน
10) ตรรกะข้ออ้าง
"คุณก็ยังมีลูกอีกคนนะ" "เดี๋ยวมีลูกใหม่ก็ได้" "เดี๋ยวทุกอย่างก็ผ่านไปเอง"
"เขาไปดีแล้ว" "เธอได้ใช้ชีวิตแบบสมบูรณ์แบบแล้ว"
"เดี๋ยวคุณก็เจอคนใหม่เอง" "เดี๋ยวโอกาสใหม่ ๆ ก็เข้ามาเอง"
พยายามให้เหตุผลดี ๆ เพื่อให้เราไม่ต้องรู้สึกแย่
11) ห้ามพูดถึงเรื่องที่ไม่ดีของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว
ทุกความสัมพันธ์มีทั้งด้านที่ดีและไม่ดี การที่จะตรงไปตรงมากับความรู้สึกของเราได้
การยอมรับทั้งด้านที่ดีและด้านที่ไม่ดีของความสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
เรามักถูกสอนกันมาให้หลีกหนีความเจ็บปวดโดยไม่รู้ตัว
โดยใช้พฤติกรรมใดก็ตามที่ทำให้เรารู้สึกโล่งใจในระยะสั้น เช่น
"อย่ารู้สึกแย่เลย กินอะไรอร่อย ๆ ก่อนนะ เดี๋ยวก็จะรู้สึกดีขึ้นเอง"
แต่ในขณะเดียวกัน การใช้ยาเสพติด ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้ไว้มากและรุนแรงมากกว่า
ซึ่งหากเราเอาความรู้สึกดีมาถมความรู้สึกเจ็บปวด เรามักจะลืมไปว่า
สมองของเรามันพัฒนา threshold ของ dopamine เอาไว้
เราจะยิ่งต้องการเสพมากยิ่งขึ้นเพื่อให้ได้รับปริมาณ dopamine ปริมาณเท่าเดิม
ดังนั้นพฤติกรรมใดก็ตามที่สามารถทำให้เรารู้สึกดีและเราใช้มันหนีความเจ็บปวด
สามารถแบ่งเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ๆ ได้ดังนี้
1) อาหาร การกินเพื่อให้รู้สึกดีขึ้น
2) สุราและสารเสพติด
3) ความโกรธ
4) Fantasy เช่น หนัง TV series หรือหนังสือ
5) การแยกตัวอยู่คนเดียว
6) Sex
7) การซื้อของ
8) การทำงานหนัก มีแฟนหรือมีคนคุยตลอดเวลา เพื่อให้ตัวเองรู้สึกยุ่ง รวมถึงการออกกำลังกายที่หนักเกินไป
อะไรก็ตามที่เกิดความพอดีมันทำร้ายเราได้ทั้งหมดครับ
1) ความรู้เนื้อรู้ตัวในการดำเนินชีวิตลดลง
การหลงลืมสิ่งของต่าง ๆ รวมถึงหลงลืมว่าตัวเองจะทำอะไร
ขาดความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งที่ต้องจัดการตรงหน้า
2) ชินชาและไร้ความรู้สึก
อาการชินชาและไร้ความรู้สึกสามารถเป็นได้ทั้งทางกายภายและทางด้านจิตใจ
อาการนี้อาจจะเป็นคล้าย ๆ อาการงงไม่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเป็นกลไกในการป้องกันตัวโดยการปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น
3) ผลกระทบต่อการนอน
ในที่นี้สามารถแบ่งเป็นนอนหลับไม่เพียงพอ และนอนหลับมากเกินไป
4) เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน
คล้ายกับการนอน ซึ่งอาจจะทำให้กินมากกว่าปรกติหรือน้อยกว่าปรกติก็ได้เช่นกัน
5) อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ
ได้เพราะความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทำให้ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ลดลง
โดยผลกระทบเหล่านี้แต่ละคนก็มีระยะเวลาและความเข้มข้นที่ไม่เท่ากัน
หากเรารู้ว่ามีเหตุการณ์บางอย่างยังส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของเรา
ให้เราใช้ชีวิตด้วยความกลัวและข้ออ้างในการปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด
สิ่งที่เราควรจะทำสิ่งแรกคือ ไปทำงานกับเรื่องราวในอดีตในใจที่ก่อให้เกิดความกลัวนี้ก่อน
การฟื้นคือสู่สภาวะปรกติ (recovery) หมายถึง
1) เรากลับมารู้สึกดีขึ้น
2) เราสามารถที่จะกำหนดสถานการณ์ในชีวิตเราได้ ไม่ได้ถูกจำกัดหรือควบคุมด้วยสถานการณ์
3) การค้นพบความหมายของชีวิตโดยที่ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของความกลัวที่จะเจ็บปวดอีกครั้ง
4) เราสามารถที่จะมีความสุขกับความทรงจำในช่วงที่ดีได้ โดยไม่ได้ความรู้สึกเจ็บปวดหรือรู้สึกผิดมาขัดขวาง
5) เรายอมรับได้และรู้สึกว่ามันธรรมดาที่จะรู้สึกแย่ที่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และสามารถพูดถึงสิ่งนั้นได้โดยที่
ไม่ได้รับผลกระทบจากการแสดงออกของคนรอบข้างไม่ว่าเราจะแสดงออกอย่างไรก็ตาม
6) เราสามารถที่จะให้อภัยการแสดงออกของคนอื่นทั้งคำพูดและการกระทำที่เขาไม่มีความรู้เรื่อง grief ได้
สรุป คือ เรามีทักษะในการจัดการกับความสูญเสียโดยตรง แม้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นจะทำให้เรารู้สึกแย่
เรารู้ว่าเราตั้งใจมากกับสิ่ง ๆ หนึ่ง และสิ่งนั้นอาจจะพังทลายลงไป
แต่เราก็ไม่เอาความเจ็บปวดในอดีตมาเป็นข้ออ้างไม่ให้เราเต็มที่กับความสัมพันธ์ในอนาคตหรือปัจจุบัน
เราสามารถใส่ใจ เปิดใจ เต็มใจ และกล้าหาญในการเผชิญหน้าสิ่งใหม่ได้
เราสามารถที่จะรักได้อย่างปราศจากความกลัวได้
การฟื้นสู่สภาพวะปรกติจากการสูญเสียจะเกิดขึ้นได้จากการที่
ผู้ที่สูญเสียเลือกตัดสินใจทำในที่ถูกต้องเล็ก ๆ น้อย อย่างต่อเนื่อง
องค์ประกอบที่สำคัญในการฟื้นคือสู่สภาพวะปรกติ
1) การตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง
2) และทำอย่างต่อเนื่อง
อะไรคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง? หากเราเคยเชื่อใจใครซักคนแล้วเขาก็ทำให้เราสูญเสียความเชื่อใจ
แล้วเราก็ตัดสินใจที่จะไม่เชื่อใจใครอีกเลยในความสัมพันธ์แบบนี้เป็นทางเลือกที่ถูกต้องไหม?
เวลาเราปฏิบัติกับตัวเองอย่างไร เราก็จะปฏิบัติกับผู้อื่นแบบนั้น
ดังนั้นหากเราปฏิบัติกับผู้อื่นอย่างไร ก็มีแนวโน้มสูงว่าเราจะทำกับตัวเองแบบนั้นเช่นกัน
1) อย่ากลัวอารมณ์ที่อ่อนไหวของตัวเอง
"อย่าร้องไห้เลย" ทุกคนคงเคยได้ยินคำนี้ สังคมของเราหล่อหลอมให้ไม่คุ้นเคยกับอารมณ์ที่เจ็บปวด
ดังนั้นหลาย ๆ คนจะรู้สึกอึดอัดที่มีใครร้องไห้ บางครั้งเพราะไม่อยากร้องไห้ตาม
เพราะจริง ๆ แล้วคนเหล่านั้นก็ไม่รู้วิธีที่จะจัดการกับอารมณ์เหล่านี้ได้อย่างถูกวิธี
แต่จริง ๆ แล้วความรู้สึกนี้ไม่ใช่ความรู้สึกด้านลบ แต่เป็นอีกความรู้สึกหนึ่งของเรา
เราควรโอบกอดความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยเหล่านี้เอาไว้
2) ทุกความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ไม่เคยเหมือนกัน
หากนาย A เลิกกับแฟนด้วยเหตุผลนี้ แล้วนาย B ก็เลิกกับแฟนด้วยเหตุผลเดียวกัน
นาย A จะพูดคำว่า "ฉันรู้ว่านายรู้สึกยังไง ฉันเข้าใจ" ได้หรือไม่?
คำตอบคือ ไม่ เพราะเราไม่รู้ไม่ได้รู้สึกแบบเข้าจริง ๆ หรอก
ดังนั้นการที่พูดว่าฉันเข้าใจนาย จริง ๆ เราไม่เข้าใจเขาหรอก
3) อย่าเปลี่ยนเรื่อง
ถ้ารู้สึกแย่ ๆ แบบนี้ ไปกินอันนี้ไหม? เคยดูเรื่องนั้นหรือยัง?
ตรงนู้นก็มีเรื่องน่าสนใจให้ทำนะ ไปตรงนั้นกันไหม? ตรงนี้อาจจะสังเกตง่าย
อย่าเสียใจไปเลย ภรรยาเก่าของคุณแต่งงานใหม่ไปแล้ว
หากสังเกตดูนี้ ๆ นั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ของผู้ที่ฟังจากความเศร้า ให้รู้สึกอย่างอื่นแทน
เช่น ตกใจ โกรธ ถึงแม้ความตั้งใจของผู้พูดจะตั้งใจดีให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกดีขึ้น แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ
4) อยากให้รับรู้ไม่ได้อยากให้แก้ไขให้
เวลามีใครซักคนเล่าเรื่องราวซักเรื่องให้เราฟัง
โดยธรรมชาติของเราถึงแม้ว่าจะเป็นความตั้งใจดี เราก็จะพยายามหาทางออกให้เขา
ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่ได้ถามเขาว่าเขาอยากให้เราช่วยคิดหาทางออกไหม?
จริง ๆ แล้วเขาอาจจะอยากเพียงต้องการใครซักคนรับรู้ถึงประสบการณ์ของเขาเพียงอย่างเดียวก็ได้
5) พูดถึงความตายอย่างตรงไปตรงมา
"เขาไปดีแล้ว" "เขาไปที่ชอบที่ชอบแล้ว" "เขาไปสวรรค์แล้ว" "เขาไปเกิดใหม่แล้ว" ฯลฯ
เหมือนคำตอบเหล่านี้จะเป็นคำตอบที่เราใช้บอกกับเด็กตัวเล็ก ๆ
แต่ทุกคำล้วนมีความหมายเดียวกันหมดคือ คนที่เรากำลังกล่าวถึงนั้นได้ตายไปแล้ว
สิ่งเหล่านี้เหมือนจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ไม่เชื่อว่าเด็ก ๆ จะสามารถรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้
และเรากำลังทำลายความสามารถในการรับรู้ความเป็นจริงของเขาในอนาคต
6) อย่าบอกว่าตัวเองโอเค
เวลาใครถามว่าสบายดีไหม เรามักจะตอบเป็นอัตโนมัติว่า
"สบายดีนะ แต่..." ซึ่งนั่นแปลว่าจริง ๆ แล้วเราไม่ได้สบายดี
อย่าเคยชินกับการทำให้ตัวเองรู้สึกดีและปรกติ อย่าทำให้ความไม่ปรกติเป็นเรื่องปรกติ
7) อย่าหาเหยื่อ
เรามักจะได้ยินเป็นปรกติว่า "คนนั้นทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้น"
"ลูกทำให้พ่อภูมิใจมากเลย" "อย่าทำให้แม่โกรธนะ"
ซึ่งจริง ๆ แล้ว แต่ละคนควรจะรับผิดชอบกับความรู้สึกของตัวเอง
"no one can make you feel bad about yourself
without your permission"
― Eleanor Roosevelt
เพราะเราไม่ได้รับการสอนอย่างถูกวิธี เรื่องราวเชิงลบในอดีตจึงส่งผมมาถึงเราค่อนข้างมาก
เราแสดงทีว่าเราเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำ แต่จริง ๆ แล้วเรากำลังสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองในฐานะเหยื่อ
และโยนความรับผิดชอบให้ผู้ที่กระทำกลายเป็นต้นเหตุและกลายเป็นเหยื่อของเราแทน
เรื่องนี้มันค่อนข้างจะลึกนะครับ
8) เปิดใจและสัมผัสกับความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดขึ้น
สัมผัสกับพลังด้านลบที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของเราและจิตใจของเรา
ถึงแม้ว่ามันดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่นั่นคือการจัดการตรงที่ต้นเหตุ
เพราะการหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับความรู้สึกมันมีราคาที่ต้องจ่ายสูงมาก
ลองลงไปสำรวจมันหรือเล่าให้ใครซักคนฟัง
ผมเชื่อว่าถ้าคนตรงหน้าเปิดใจรับฟังอย่างเข้าใจ
ประสบการณ์ที่หนักอึ้งตรงนั้นจะไม่เหมือนเดิมทุกครั้งที่เล่าออกมา
ความหนักจะกลายเป็นความหนักที่ผสมมวลความรู้สึกบางอย่างที่มันค่อย ๆ เป็นมิตรกับเรา
และสุดท้ายเราอาจจะได้พบเจอกับประสบการณ์ใหม่ภายในใจแบบที่เราคาดไม่ถึงก็เป็นได้
9) เราสมบูรณ์แบบ
สิ่งที่เราทำหรือสิ่งที่เราเป็น เราไม่ได้ผิดปรกติใด ๆ
เพียงแค่เราไม่ได้ถูกสอนทักษะในการรับมือกับประสบการณ์ที่อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
10) ถ้าเป็นไปได้อย่าทำงานกับเรื่อง grief เพียงลำพัง
โดยในหนังสือเขาแนะนำว่าให้หาคนที่จะทำงานเรื่อง grief ด้วยกัน
แล้วเอาหนังสือเล่มนี้ให้เขาดู ซื่อสัตย์กับเขาบอกเขาไปตรง ๆ ว่าคุณอยากจะทำอะไร
ให้ทางเลือกเขาว่าเขาอยากจะทำงานกับคุณไหม
ซึ่งคนนั้น ๆ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนที่เรารู้จัก เราอาจจะเพิ่งเจอเขาเป็นครั้งแรกก็ได้
เราไม่จำเป็นจะต้องผ่านเหตุการณ์ความเจ็บปวดแบบเดียวกันมา
1) ทำงานอย่างซื่อสัตย์ ในการแลกเปลี่ยนความคิด อารมณ์ ความรู้สึก
แลกเปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมาว่าคุณรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้สึกเหมือนคนอื่น
2) ทุกอย่างที่คุยกันต้องเป็นความลับขั้นสูงสุด เพราะจะมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อันเจ็บปวดและเปราะบาง
มันจะดีมากถ้าเราไม่ต้องกังวลว่าสิ่งที่เราได้เล่าไปจะถูกเก็บเป็นความลับจนวันตาย
3) เคารพผู้ที่อยู่ตรงหน้า เพราะแต่ละคนถูกหล่อหลอมประด้วยประสบการณ์ที่แตกต่างกัน
ดังนั้นอย่าตัดสินว่าคนตรงหน้ารู้สึกแตกต่างจากที่เรารู้สึก หรือเรารู้สึกต่างจากเขา
อย่างไรก็ตามถ้ารู้สึกว่าการหา partners มันยาก
การทำงานกับนักจิตวิทยาสามารถที่จะตอบโจทย์ตรงนี้ได้นะครับ อิอิ
ลองหา partners ที่สนใจจะทำงานเรื่อง grief ด้วยซักคนหรือหลาย ๆ คนก็ได้
1) อ่านเรื่องความเชื่อที่ไม่ควรเป็นเรื่องปรกติในสังคมที่ผมได้สรุปมา
โดยใช้กระดาษเปล่า จดโน๊ตและขีดเส้นใต้เอาไว้และลองสรุปสิ่งที่เกิดขึ้น
2) สำรวจความคิดและความรู้สึกของตัวเองขณะที่เขียน
ดูว่าความเชื่อเหล่านั้นเคยมีบทบาทในประสบการณ์การสูญเสียของคุณไหม
3) ลองแลกเปลี่ยนกันว่าประโยคไหนที่คุณอ่านแล้วรู้สึกเกี่ยวข้องหรือโดนใจ
และลองแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันดู
4) อ่านเรื่องการตอบสนองอย่างปรกติที่ผมได้สรุปมา
และทำแบบเดียวกันกับด้านบน
5) ลองดูว่าคุณมีข้อโต้แย้งภายในใจกับความเชื่อไหม ถ้ามีมันควรจะเป็นอย่างไรและลองแลกเปลี่ยนกันดู
อย่าให้การพูดคุยถูกชักนำไปด้วยเหตุผล เพราะสิ่งที่สำคัญคือ กาารทำงานกับประสบการณ์ภายในและความรู้สึก
1) ลองสำรวจดูว่าคุณปรกติแล้วคุณใช้ STERBs แบบไหนในการจัดการกับความไม่มั่งคงทางใจ
หรือพฤติกรรมที่คุณใช้หลีกหนีความเจ็ดปวด ความอึดอัดที่ไม่เคยชิน
2) แลกเปลี่ยนความเหมือนและความแตกต่างกับ partners ของคุณ ดูความเหมือนหรือความแตกต่างกัน
3) พูดคุยเรื่องว่าทำไมมนุษย์ปรกติถึงไม่เผชิญหน้ากับความรู้สึกที่เกิดขึ้นตรง ๆ
และสุดท้ายหลีกเลี่ยงไปใช้ STERBs ในการรับมือกับความรู้สึกเหล่านั้นแทน
เพื่อให้เราได้กลับมาสำรวจความเชื่อที่ขับเคลื่อนการทำงานภายในใจ
เรารู้ว่าคุณกำลังเดินทางไปในทางที่เป็นประโยชน์กับตัวเองหรือไม่
และเราจะไม่ได้หลงทางไปกับการเดินทางไปในทางที่ผิดและสร้างความสูญเสียที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
ที่ผมได้เขียนมาทั้งหมดนี้จะเป็นเนื้อหาประมาณ 40 % ของหนังสือเล่มนี้นะครับ
ผมมองว่า แค่ได้รู้ว่าแนวคิดไหนที่ทำร้ายเราและแนวคิดไหนที่ไม่ทำร้ายเรา
เพียงแค่นี้ก็ช่วยให้เราเดินในแนวทางที่ถูกต้องได้แล้วครับ
และเมื่อเราปฏิบัติกับตนเองอย่างไรเราก็จะปฏิบัติกับคนที่อยู่รอบข้างเราแบบนั้นครับ
เราก็จะไม่สร้างบาดแผลให้กับคนรอบข้างโดยที่เราไม่รู้ตัว
สำหรับผู้ที่สนใจหนังสือเล่นนี้เพิ่มเติมสามารถไปหาอ่านเพิ่มเองได้เลยนะครับ
หวังว่าการสรุปหนังสือสั้น ๆ ของผมจะพอเป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่อ่านได้นะครับ
หรือหากใครอยากที่จะทำงานกับความสูญเสียหรือพูดคุยกับนักจิตวิทยา
สามารถติดต่อเข้ามาโดยตรงได้เลยนะครับ
วันนี้ขอตัวลาไปก่อนขอบคุณที่ติดตามครับ สวัสดีครับ
นักจิตวิทยาการปรึกษาและผู้ก่อตั้ง homemade-counseling