คำแนะนำรับมืออย่างไรในวันที่สูญเสียและเจ็บปวด

วันอาทิตย์, 20 พฤศจิกายน 2565, การสูญเสีย, การรับมือกับความเจ็บปวด

ความสูญเสียเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ

ส่วนหนึ่งก็คือผมรู้สึกว่าคนในสังคมตอนนี้ เรายังไม่ค่อยรู้ว่าจะรับมือกับความเจ็บปวด
สูญเสียอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และสิ่งเหล่านั้นได้ทิ้งบาดแผลทางใจเอาไว้
บางแผลนั้นจะค่อย ๆ สร้างกลไกป้องกันตนเองจากความเจ็บปวดในอนาคต

จนสุดท้ายแล้วเราก็จะหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในแบบที่เราอยากจะใช้
ชีวิตเราจะถูกขับเคลี่ยนด้วยความเจ็บปวด เสียใจและความกลัว
จนกลายเป็นชนวนการสร้างความเจ็บปวดให้ตามมาอย่างไม่ขาดสาย

แต่เมื่อได้เรียนรู้การรับมือที่ถูกวิธีแล้ว เราจะแปรเปลี่ยนความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นพลัง
จนเราจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความหมายมากยิ่งขึ้น

หนังสือ The grief recovery handbook แนวทางการรับมือกับความสูญเสีย
หนังสือ Grief Recovery Handbook

เกี่ยวกับผู้เขียน

คนเขียนก็คือ John และ Russell โดยหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นมาได้เพราะ John ได้สูญเสียลูกไปในปี 1799
ซึ่งนั่นทำให้เขาได้พบเจอกับความสูญเสียและความเศร้าโศกเสียใจ
แต่เมื่อเขาได้เรียนรู้วิธีการในการผ่านประสบการณ์นั้นไปได้
เขาจึงเอาสิ่งนี้มากระกอบอาชีพโดยเขาได้ทำงานกับประสบการณ์ภายในกับผู้ที่กำลังรับมือกับการสูญเสียอยู่
โดยมีแนวทางการทำงานคือ "ทำงานกับผู้คนจำนวนมาก ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด"

เราควรใช้หนังสือเล่มนี้อย่างไร?

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบของหนังสือเล่มนี้ก็คือผู้เขียนได้เขียนประโยคแรกว่า

"ถ้าคุณกำลังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่
มีความเป็นไปได้สูงที่หัวใจของคุณถูกทำให้แตกสลายไปแล้ว"

― John & Russell

และอีกไม่กี่ย่อหน้าต่อมาก็มีอีกประโยคที่เขาได้พูดต่อก็คือ

"เราจะไม่พูดว่า เรารู้ว่าคุณรู้สึกอย่างไรอยู่ เพราะคุณรู้อยู่แล้ว
แล้วเราไม่รู้ และคนอื่น ๆ ก็ไม่รู้เช่นกัน

ถึงแม้ว่าความเจ็บปวดจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของคุณไปแล้ว
แต่เราจะบอกคุณว่า คุณจำเป็นต้องทำอะไร
เพื่อให้คุณได้สุขภาพจิตที่ดีกลับคืนมา"

― John & Russell

บอกเลยครับว่าแค่ไม่กี่ประโยคที่เขาได้พูดมาก็ทำให้ผมรู้สึก wow! มากเลยครับ

หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนเพื่อให้ข้อมูลที่จำเป็นการในการทำงานกับความเจ็บปวด
สำหรับคนที่ต้องการจะดีขึ้น โดยให้ทางเลือกในการ "ได้ทำงานกับความเจ็บปวด" และ "ฟื้นฟู"
แทนที่จะ "แยกตัวโดดเดี่ยว" และ "หลีกเลี่ยงประสบการณ์" ที่ต้องเผชิญในอนาคต

อย่างไรก็ตามการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้คุณดีขึ้นได้
แต่สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือคุณต้องทำงานกับตัวเองไปด้วยในเวลาเดียวกัน

นิยามของการสูญเสียและความเข้าใจผิด

โดยทั่วไปแล้วเมื่อเราพูดถึงการสูญเสียเรามักจะนึกถึงว่ามีคนในชีวิตซักคนตายจากไป
แต่จริง ๆ แล้วการทำงานกับประสบการณ์ภายในกับผู้ที่กำลังรับมือกับการสูญเสียอยู่
นั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความตายก็ได้

เช่น การล้มละลาย สูญเสียทรัพย์สินที่มี การหย่าร้าง สัตว์เลี้ยงเสียชีวิต
การย้ายถิ่นฐาน ย้ายโรงเรียน การแต่งงาน(การเปลี่ยนแปลงสถานภาพ)
การเรียนจบ การหายจากโรคที่เป็นอยู่ การเกษียณ การสิ้นสุดเวลาของวันหยุด
การสูญเสียสถานะในความสัมพันธ์บางอย่าง สูญเสียอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย
รวมทั้งสูญเสียความเชื่อใจสำหรับคนบางคนไป

ตัวอย่างจากในหนังสือ คนรักที่ป่วยเป็นมะเร็งมานานเสียชีวิต
ใจหนึ่งเราก็จะรู้สึกดีที่บุคคลนั้นไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไปเพราะความตายได้มาเยือน
แต่อีกใจหนึ่งเรารู้สึกว่าเราจะไม่มีบุคคลนั้นอยู่ในชีวิตของเราต่อไป

หรือการหย่าร้างใจหนึ่งเราก็จะรู้สึกดีที่ได้เป็นอิสระ
แต่อีกใจเราก็จะรู้สึกสูญเสียความคุ้นเคยบางอย่างในชีวิตไป ซึ่งนั้นทำให้เรารู้สึกกลัว
นอกจากนี้แล้วเรายังรู้สึกกลัวว่าในอนาคตเราจะหาคนดีได้เทียบเท่าหรือดีกว่าได้อีกไหม?
เช่นเดียวกันกับการเปลี่ยนงาน หรือการเปลี่ยนแปลงบริบทอื่น ๆ ในชีวิต

การที่พ่อแม่หย่าร้างกันไม่ได้ส่งผลต่อพ่อแม่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แต่ผลกระทบยังส่งไปถึงลูก และญาติพี่น้องคนอื่น ๆ และเพื่อนรอบข้างอีกด้วย
หากเราจัดการได้อย่างไม่เหมาะสม ผลกระทบเหล่านี้จะส่งผลกระทบไปตลอดชีวิต
เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบจะตัดสินใจในความสัมพันธ์บนพื้นฐานของความกลัว
และความสัมพันธ์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัวเราก็เดาได้ว่ามันจะจบลงอย่างไร

ความรู้สึกผสมปนเประหว่างความดีใจและเสียใจที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความปรกติ
ความรู้สึกขัดแย้งภายในใจจริงเป็นเรื่องปรกติ

การเศร้าโศกเศร้าเป็นปฏิกิริยาอย่างเป็นธรรมชาติของการตอบสนองต่อความสูญเสีย
ซึ่งการตอบสนองนั้นจะมี "ความขัดแย้งภายในตัวเกิดขึ้น"
แต่ปัญหาก็คือคนในสังคนคิดว่าสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ปรกติและได้สร้างกรอบความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลขึ้นมา
ต่อแนวทางการปฏิบัติตัวของผู้ที่สูญเสียและบุคคลรอบข้าง

ความเชื่อเกี่ยวกับการสูญเสียที่ไม่ควรเป็นเรื่องปรกติในสังคม

1) อย่าเสียใจเลย หรือ อย่ารู้สึกแย่เลย
ความเชื่อหนึ่งที่ทำร้ายคนที่สูญเสียมากก็คือเราไม่ควรรู้สึกเสียใจที่สูญเสีย
นั่นทำให้ผู้ที่สูญเสียสับสนและเจ็บปวดมากขึ้นกว่าเดิม

มีพี่ท่านหนึ่งที่ได้ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับผู้ได้รับผลกระทบหลังเกิดเหตุการณ์ที่หนองบัวลำภู
พี่ท่านนั้นได้เล่าให้ฟังว่าชาวบ้านมีความเชื่อหนึ่งก็คือ "อย่าร้องไห้ เดี๋ยวเห็นแล้ว เด็ก ๆ จะไปไม่สบาย"
ลองนึกถึงคุณแม่ที่สูญเสียที่ได้ฟังพูดหรือความเชื่อนี้จากคนรอบข้าง
ความเชื่อบางอย่างสามารถทำให้สังคมเจ็บปวดได้มากกว่าที่เราคิด

2) แทนที่สิ่งเก่าด้วยสิ่งใหม่
ยกตัวอย่างเป็นการสูญเสียสัตว์เลี้ยงที่รัก
ถึงแม้ว่าเราจะซื้อน้องหมาหรือน้องแมวตัวใหม่มาเลี้ยงก็ตาม
ก็ไม่สามารถที่จะเติมเต็มหรือทดแทนช่องว่างของการสูญเสียครั้งนั้นไปได้

การมีแฟนใหม่ก็ไม่สามารถแทนที่แฟนคนเก่าได้
หรือการมีลูกคนใหม่ก็ไม่สามารถมาเติมเต็มช่วงว่างการสูญเสียลูกคนเก่าไปได้
เราไม่สามารถแทนที่ความสูญเสียสิ่งเดิมด้วยสิ่งใหม่ได้

3) ต้องแข้มแข็ง
ห้ามแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นเห็น ดังนั้นเราจะไม่ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น
นอกจากนี้เราจะไม่แสดงพฤติกรรมอื่นที่เป็นสัญญะของความอ่อนแอ
เช่น การแสดงออกถึงความเศร้า การร้องไห้ การแสดงออกถึงความเจ็บปวด ฯลฯ
พฤติกรรมที่ตามมาจะก่อให้ความสับสน หงุดหงิด ซึ่งนั่นนำไปสู่การแยกตัวและไม่อยากเข้าสังคม

4) ใช้ความคิดในการจัดการความรู้สึก
มนุษย์ยุคปัจจุบันบันเรามีความสามารถในการใช้ตรรกะได้อย่างเยี่ยมยอด

แต่สิ่งที่ผิดพลาดก็คือ เราใช้ตรรกะจัดการความรู้สึก เราคิดแบบ 1+1 = 2
ถ้าเรามีความทุกข์ ให้คะแนนคือ -1
หรือถ้าทำต้องไปหรือทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เราก็ให้คะแนนเป็น -1
ถ้าเราได้ทำในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข คือ +1
ถ้าเราทำสิ่งที่มีความสุขมากกว่าความทุกข์ เราก็จะมีความสุขมากกว่า -1 + 1 + 1  = 1

แต่เคยเป็นเราใช้เวลาไปกับการดูหนัง เล่นเกม ฟังเพลง เที่ยว ซื้อของ ฯลฯ เพิ่มเติมเต็มความสุขแต่สุดท้ายแล้ว
ยิ่งกินยิ่งรู้สึกผิด ยิ่ง shopping ยิ่งรู้สึกผิด ยิ่งทำสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขยิ่งรู้สึกแย่
เรากลับรู้สึกว่างเปล่ากว่าเดิม ทั้ง ๆ ที่เราคิดว่าความสุขจะเติมเต็มช่องว่างได้

5) เราลืมเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้หรอก
ใช่ครับเราลืมไม่ได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องลืม
แต่เราสามารถที่จะทำงานกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นและก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ได้
ลองนึกถึงประสบการณ์ดี ๆ กับคนคนนั้นหรือสิ่งของสิ่งนั้น
ลองแบ่งปันประสบการณ์ที่ดีกับคนรอบข้างดูแล้วคุณอาจจะค้นพบอะไรบางอย่างที่มากกว่าความเจ็บปวด
ขอย้ำอีกที่ว่าเราไม่จะเป็นต้องลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในใจ

6) move on!
"อะไรที่จบไปแล้วก็ไม่ต้องไปพูดถึงมันอีก" "ทำอนาคตให้ดีกว่าเดิมแล้วทุกอย่างจะดีเอง"
"อย่าสนใจเรื่องในอดีตเลยอนาคตยังมีอะไรดี ๆ รออยู่อีกเยอะ"

มันเป็นตรรกะที่ดีในการพูดกับมนุษย์ปรกติ
แต่สำหรับผู้ที่ตกอยู่ภายใต้ความเศร้าโศกและเจ็บปวดอย่างที่สุด
มันกลับชักนำให้เราไม่ได้จัดการกับความรู้สึกหรือตะกอนที่ตกค้างภายในใจ ก่อนจะเริ่มใหม่อีกครั้ง

7) แยกตัวและโดดเดี่ยว
"ให้เวลาเขาอยู่คนเดียวเถอะ เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้นเอง"
เวลาเรารู้สึกแย่ เราจะมีความคิดว่าการแยกตัวไปอยู่คนเดียวเพื่อจัดการความรู้สึกเป็นวิธีที่ดีที่สุด
แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถที่จะโศกเศร้าและเรียนรู้ที่จะจัดการความรู้สึกท่ามกลางผู้คนที่เราไว้วางใจได้

8) เวลาจะเยียวยาทุกสิ่งเอง
ถ้าเรามีเครื่องใช้ไฟฟ้าบางอย่างในบ้านที่พัง แล้วเราปล่อยไว้มันจะดีขึ้นเองหรือไม่?
ถ้าเวลาเยียวยาบาดแผลในใจได้จริง คงไม่มีอาชีพจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาแล้ว
บาดแผลต่าง ๆ ภายในใจตั้งแต่เรายังเด็กจนเติบโตก็จะหายไปตามกาลเวลา

9) ทำตัวยุ่ง ๆ เข้าไว้
ถ้าเรายุ่งเราก็จะไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องราวภายในใจ
แต่เมื่อสุดท้ายแล้วเรากลับมาอยู่กับตัวเอง หลุมความว่างเปล่าภายในใจก็ไม่เคยถูกเติมเต็ม
และเราก็จะรู้สึกถึงมันไปตลอดจนกว่าเราจะได้ทำงานกับมัน

10) ตรรกะข้ออ้าง
"คุณก็ยังมีลูกอีกคนนะ" "เดี๋ยวมีลูกใหม่ก็ได้" "เดี๋ยวทุกอย่างก็ผ่านไปเอง"
"เขาไปดีแล้ว" "เธอได้ใช้ชีวิตแบบสมบูรณ์แบบแล้ว"
"เดี๋ยวคุณก็เจอคนใหม่เอง" "เดี๋ยวโอกาสใหม่ ๆ ก็เข้ามาเอง"
พยายามให้เหตุผลดี ๆ เพื่อให้เราไม่ต้องรู้สึกแย่

11) ห้ามพูดถึงเรื่องที่ไม่ดีของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว
ทุกความสัมพันธ์มีทั้งด้านที่ดีและไม่ดี การที่จะตรงไปตรงมากับความรู้สึกของเราได้
การยอมรับทั้งด้านที่ดีและด้านที่ไม่ดีของความสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

Short-term energy relieving behaviors(STERBs)

เรามักถูกสอนกันมาให้หลีกหนีความเจ็บปวดโดยไม่รู้ตัว
โดยใช้พฤติกรรมใดก็ตามที่ทำให้เรารู้สึกโล่งใจในระยะสั้น เช่น

"อย่ารู้สึกแย่เลย กินอะไรอร่อย ๆ ก่อนนะ เดี๋ยวก็จะรู้สึกดีขึ้นเอง"
แต่ในขณะเดียวกัน การใช้ยาเสพติด ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้ไว้มากและรุนแรงมากกว่า

ซึ่งหากเราเอาความรู้สึกดีมาถมความรู้สึกเจ็บปวด เรามักจะลืมไปว่า
สมองของเรามันพัฒนา threshold ของ dopamine เอาไว้
เราจะยิ่งต้องการเสพมากยิ่งขึ้นเพื่อให้ได้รับปริมาณ dopamine ปริมาณเท่าเดิม

ดังนั้นพฤติกรรมใดก็ตามที่สามารถทำให้เรารู้สึกดีและเราใช้มันหนีความเจ็บปวด
สามารถแบ่งเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ๆ ได้ดังนี้
1) อาหาร การกินเพื่อให้รู้สึกดีขึ้น
2) สุราและสารเสพติด
3) ความโกรธ
4) Fantasy เช่น หนัง TV series หรือหนังสือ
5) การแยกตัวอยู่คนเดียว
6) Sex
7) การซื้อของ
8) การทำงานหนัก มีแฟนหรือมีคนคุยตลอดเวลา เพื่อให้ตัวเองรู้สึกยุ่ง รวมถึงการออกกำลังกายที่หนักเกินไป

อะไรก็ตามที่เกิดความพอดีมันทำร้ายเราได้ทั้งหมดครับ

การสูญเสีย ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต

1) ความรู้เนื้อรู้ตัวในการดำเนินชีวิตลดลง
การหลงลืมสิ่งของต่าง ๆ รวมถึงหลงลืมว่าตัวเองจะทำอะไร
ขาดความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งที่ต้องจัดการตรงหน้า

2) ชินชาและไร้ความรู้สึก
อาการชินชาและไร้ความรู้สึกสามารถเป็นได้ทั้งทางกายภายและทางด้านจิตใจ
อาการนี้อาจจะเป็นคล้าย ๆ อาการงงไม่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเป็นกลไกในการป้องกันตัวโดยการปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น

3) ผลกระทบต่อการนอน
ในที่นี้สามารถแบ่งเป็นนอนหลับไม่เพียงพอ และนอนหลับมากเกินไป

4) เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน
คล้ายกับการนอน ซึ่งอาจจะทำให้กินมากกว่าปรกติหรือน้อยกว่าปรกติก็ได้เช่นกัน

5) อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ
ได้เพราะความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทำให้ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ลดลง

โดยผลกระทบเหล่านี้แต่ละคนก็มีระยะเวลาและความเข้มข้นที่ไม่เท่ากัน
หากเรารู้ว่ามีเหตุการณ์บางอย่างยังส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของเรา
ให้เราใช้ชีวิตด้วยความกลัวและข้ออ้างในการปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด
สิ่งที่เราควรจะทำสิ่งแรกคือ ไปทำงานกับเรื่องราวในอดีตในใจที่ก่อให้เกิดความกลัวนี้ก่อน

การฟื้นคืนสู่สภาวะปรกติ

การฟื้นคือสู่สภาวะปรกติ (recovery) หมายถึง
1) เรากลับมารู้สึกดีขึ้น
2) เราสามารถที่จะกำหนดสถานการณ์ในชีวิตเราได้ ไม่ได้ถูกจำกัดหรือควบคุมด้วยสถานการณ์
3) การค้นพบความหมายของชีวิตโดยที่ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของความกลัวที่จะเจ็บปวดอีกครั้ง
4) เราสามารถที่จะมีความสุขกับความทรงจำในช่วงที่ดีได้ โดยไม่ได้ความรู้สึกเจ็บปวดหรือรู้สึกผิดมาขัดขวาง
5) เรายอมรับได้และรู้สึกว่ามันธรรมดาที่จะรู้สึกแย่ที่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และสามารถพูดถึงสิ่งนั้นได้โดยที่
ไม่ได้รับผลกระทบจากการแสดงออกของคนรอบข้างไม่ว่าเราจะแสดงออกอย่างไรก็ตาม
6) เราสามารถที่จะให้อภัยการแสดงออกของคนอื่นทั้งคำพูดและการกระทำที่เขาไม่มีความรู้เรื่อง grief ได้

สรุป คือ เรามีทักษะในการจัดการกับความสูญเสียโดยตรง แม้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นจะทำให้เรารู้สึกแย่
เรารู้ว่าเราตั้งใจมากกับสิ่ง ๆ หนึ่ง และสิ่งนั้นอาจจะพังทลายลงไป
แต่เราก็ไม่เอาความเจ็บปวดในอดีตมาเป็นข้ออ้างไม่ให้เราเต็มที่กับความสัมพันธ์ในอนาคตหรือปัจจุบัน
เราสามารถใส่ใจ เปิดใจ เต็มใจ และกล้าหาญในการเผชิญหน้าสิ่งใหม่ได้
เราสามารถที่จะรักได้อย่างปราศจากความกลัวได้

กระบวนการการฟื้นคืนสู่สภาวะปรกติ

การฟื้นสู่สภาพวะปรกติจากการสูญเสียจะเกิดขึ้นได้จากการที่
ผู้ที่สูญเสียเลือกตัดสินใจทำในที่ถูกต้องเล็ก ๆ น้อย อย่างต่อเนื่อง

องค์ประกอบที่สำคัญในการฟื้นคือสู่สภาพวะปรกติ
1) การตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง
2) และทำอย่างต่อเนื่อง

อะไรคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง? หากเราเคยเชื่อใจใครซักคนแล้วเขาก็ทำให้เราสูญเสียความเชื่อใจ
แล้วเราก็ตัดสินใจที่จะไม่เชื่อใจใครอีกเลยในความสัมพันธ์แบบนี้เป็นทางเลือกที่ถูกต้องไหม?

การตอบสนองอย่างปรกติ

เวลาเราปฏิบัติกับตัวเองอย่างไร เราก็จะปฏิบัติกับผู้อื่นแบบนั้น
ดังนั้นหากเราปฏิบัติกับผู้อื่นอย่างไร ก็มีแนวโน้มสูงว่าเราจะทำกับตัวเองแบบนั้นเช่นกัน

1) อย่ากลัวอารมณ์ที่อ่อนไหวของตัวเอง
"อย่าร้องไห้เลย" ทุกคนคงเคยได้ยินคำนี้ สังคมของเราหล่อหลอมให้ไม่คุ้นเคยกับอารมณ์ที่เจ็บปวด
ดังนั้นหลาย ๆ คนจะรู้สึกอึดอัดที่มีใครร้องไห้ บางครั้งเพราะไม่อยากร้องไห้ตาม
เพราะจริง ๆ แล้วคนเหล่านั้นก็ไม่รู้วิธีที่จะจัดการกับอารมณ์เหล่านี้ได้อย่างถูกวิธี
แต่จริง ๆ แล้วความรู้สึกนี้ไม่ใช่ความรู้สึกด้านลบ แต่เป็นอีกความรู้สึกหนึ่งของเรา
เราควรโอบกอดความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยเหล่านี้เอาไว้

2) ทุกความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ไม่เคยเหมือนกัน
หากนาย A เลิกกับแฟนด้วยเหตุผลนี้ แล้วนาย B ก็เลิกกับแฟนด้วยเหตุผลเดียวกัน
นาย A จะพูดคำว่า "ฉันรู้ว่านายรู้สึกยังไง ฉันเข้าใจ" ได้หรือไม่?
คำตอบคือ ไม่ เพราะเราไม่รู้ไม่ได้รู้สึกแบบเข้าจริง ๆ หรอก
ดังนั้นการที่พูดว่าฉันเข้าใจนาย จริง ๆ เราไม่เข้าใจเขาหรอก

3) อย่าเปลี่ยนเรื่อง
ถ้ารู้สึกแย่ ๆ แบบนี้ ไปกินอันนี้ไหม? เคยดูเรื่องนั้นหรือยัง?
ตรงนู้นก็มีเรื่องน่าสนใจให้ทำนะ ไปตรงนั้นกันไหม? ตรงนี้อาจจะสังเกตง่าย

อย่าเสียใจไปเลย ภรรยาเก่าของคุณแต่งงานใหม่ไปแล้ว
หากสังเกตดูนี้ ๆ นั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ของผู้ที่ฟังจากความเศร้า ให้รู้สึกอย่างอื่นแทน
เช่น ตกใจ โกรธ ถึงแม้ความตั้งใจของผู้พูดจะตั้งใจดีให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกดีขึ้น แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ

4) อยากให้รับรู้ไม่ได้อยากให้แก้ไขให้
เวลามีใครซักคนเล่าเรื่องราวซักเรื่องให้เราฟัง
โดยธรรมชาติของเราถึงแม้ว่าจะเป็นความตั้งใจดี เราก็จะพยายามหาทางออกให้เขา
ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่ได้ถามเขาว่าเขาอยากให้เราช่วยคิดหาทางออกไหม?
จริง ๆ แล้วเขาอาจจะอยากเพียงต้องการใครซักคนรับรู้ถึงประสบการณ์ของเขาเพียงอย่างเดียวก็ได้

5) พูดถึงความตายอย่างตรงไปตรงมา
"เขาไปดีแล้ว" "เขาไปที่ชอบที่ชอบแล้ว" "เขาไปสวรรค์แล้ว" "เขาไปเกิดใหม่แล้ว" ฯลฯ
เหมือนคำตอบเหล่านี้จะเป็นคำตอบที่เราใช้บอกกับเด็กตัวเล็ก ๆ
แต่ทุกคำล้วนมีความหมายเดียวกันหมดคือ คนที่เรากำลังกล่าวถึงนั้นได้ตายไปแล้ว

สิ่งเหล่านี้เหมือนจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ไม่เชื่อว่าเด็ก ๆ จะสามารถรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้
และเรากำลังทำลายความสามารถในการรับรู้ความเป็นจริงของเขาในอนาคต

6) อย่าบอกว่าตัวเองโอเค
เวลาใครถามว่าสบายดีไหม เรามักจะตอบเป็นอัตโนมัติว่า
"สบายดีนะ แต่..." ซึ่งนั่นแปลว่าจริง ๆ แล้วเราไม่ได้สบายดี
อย่าเคยชินกับการทำให้ตัวเองรู้สึกดีและปรกติ อย่าทำให้ความไม่ปรกติเป็นเรื่องปรกติ

7) อย่าหาเหยื่อ
เรามักจะได้ยินเป็นปรกติว่า "คนนั้นทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้น"
"ลูกทำให้พ่อภูมิใจมากเลย" "อย่าทำให้แม่โกรธนะ"
ซึ่งจริง ๆ แล้ว แต่ละคนควรจะรับผิดชอบกับความรู้สึกของตัวเอง

"no one can make you feel bad about yourself
without your permission"

― Eleanor Roosevelt

เพราะเราไม่ได้รับการสอนอย่างถูกวิธี เรื่องราวเชิงลบในอดีตจึงส่งผมมาถึงเราค่อนข้างมาก
เราแสดงทีว่าเราเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำ แต่จริง ๆ แล้วเรากำลังสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองในฐานะเหยื่อ
และโยนความรับผิดชอบให้ผู้ที่กระทำกลายเป็นต้นเหตุและกลายเป็นเหยื่อของเราแทน

เรื่องนี้มันค่อนข้างจะลึกนะครับ

8) เปิดใจและสัมผัสกับความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดขึ้น
สัมผัสกับพลังด้านลบที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของเราและจิตใจของเรา
ถึงแม้ว่ามันดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่นั่นคือการจัดการตรงที่ต้นเหตุ
เพราะการหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับความรู้สึกมันมีราคาที่ต้องจ่ายสูงมาก

ลองลงไปสำรวจมันหรือเล่าให้ใครซักคนฟัง
ผมเชื่อว่าถ้าคนตรงหน้าเปิดใจรับฟังอย่างเข้าใจ
ประสบการณ์ที่หนักอึ้งตรงนั้นจะไม่เหมือนเดิมทุกครั้งที่เล่าออกมา

ความหนักจะกลายเป็นความหนักที่ผสมมวลความรู้สึกบางอย่างที่มันค่อย ๆ เป็นมิตรกับเรา
และสุดท้ายเราอาจจะได้พบเจอกับประสบการณ์ใหม่ภายในใจแบบที่เราคาดไม่ถึงก็เป็นได้

9) เราสมบูรณ์แบบ
สิ่งที่เราทำหรือสิ่งที่เราเป็น เราไม่ได้ผิดปรกติใด ๆ
เพียงแค่เราไม่ได้ถูกสอนทักษะในการรับมือกับประสบการณ์ที่อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

10) ถ้าเป็นไปได้อย่าทำงานกับเรื่อง grief เพียงลำพัง
โดยในหนังสือเขาแนะนำว่าให้หาคนที่จะทำงานเรื่อง grief ด้วยกัน
แล้วเอาหนังสือเล่มนี้ให้เขาดู ซื่อสัตย์กับเขาบอกเขาไปตรง ๆ ว่าคุณอยากจะทำอะไร
ให้ทางเลือกเขาว่าเขาอยากจะทำงานกับคุณไหม

ซึ่งคนนั้น ๆ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนที่เรารู้จัก เราอาจจะเพิ่งเจอเขาเป็นครั้งแรกก็ได้
เราไม่จำเป็นจะต้องผ่านเหตุการณ์ความเจ็บปวดแบบเดียวกันมา

ข้อตกลงในการทำงานกับ Partners

1) ทำงานอย่างซื่อสัตย์ ในการแลกเปลี่ยนความคิด อารมณ์ ความรู้สึก
แลกเปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมาว่าคุณรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้สึกเหมือนคนอื่น
2) ทุกอย่างที่คุยกันต้องเป็นความลับขั้นสูงสุด เพราะจะมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อันเจ็บปวดและเปราะบาง
มันจะดีมากถ้าเราไม่ต้องกังวลว่าสิ่งที่เราได้เล่าไปจะถูกเก็บเป็นความลับจนวันตาย
3) เคารพผู้ที่อยู่ตรงหน้า เพราะแต่ละคนถูกหล่อหลอมประด้วยประสบการณ์ที่แตกต่างกัน
ดังนั้นอย่าตัดสินว่าคนตรงหน้ารู้สึกแตกต่างจากที่เรารู้สึก หรือเรารู้สึกต่างจากเขา

อย่างไรก็ตามถ้ารู้สึกว่าการหา partners มันยาก
การทำงานกับนักจิตวิทยาสามารถที่จะตอบโจทย์ตรงนี้ได้นะครับ อิอิ

ตัวอย่างการบ้านการทำงานภายในใจ

ความเชื่อที่ไม่ควรเป็นเรื่องปรกติ

ลองหา partners ที่สนใจจะทำงานเรื่อง grief ด้วยซักคนหรือหลาย ๆ คนก็ได้
1) อ่านเรื่องความเชื่อที่ไม่ควรเป็นเรื่องปรกติในสังคมที่ผมได้สรุปมา
โดยใช้กระดาษเปล่า จดโน๊ตและขีดเส้นใต้เอาไว้และลองสรุปสิ่งที่เกิดขึ้น
2) สำรวจความคิดและความรู้สึกของตัวเองขณะที่เขียน
ดูว่าความเชื่อเหล่านั้นเคยมีบทบาทในประสบการณ์การสูญเสียของคุณไหม
3) ลองแลกเปลี่ยนกันว่าประโยคไหนที่คุณอ่านแล้วรู้สึกเกี่ยวข้องหรือโดนใจ
และลองแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันดู
4) อ่านเรื่องการตอบสนองอย่างปรกติที่ผมได้สรุปมา
และทำแบบเดียวกันกับด้านบน
5) ลองดูว่าคุณมีข้อโต้แย้งภายในใจกับความเชื่อไหม ถ้ามีมันควรจะเป็นอย่างไรและลองแลกเปลี่ยนกันดู
อย่าให้การพูดคุยถูกชักนำไปด้วยเหตุผล เพราะสิ่งที่สำคัญคือ กาารทำงานกับประสบการณ์ภายในและความรู้สึก

Identify STERBs

1) ลองสำรวจดูว่าคุณปรกติแล้วคุณใช้ STERBs แบบไหนในการจัดการกับความไม่มั่งคงทางใจ
หรือพฤติกรรมที่คุณใช้หลีกหนีความเจ็ดปวด ความอึดอัดที่ไม่เคยชิน
2) แลกเปลี่ยนความเหมือนและความแตกต่างกับ partners ของคุณ ดูความเหมือนหรือความแตกต่างกัน
3) พูดคุยเรื่องว่าทำไมมนุษย์ปรกติถึงไม่เผชิญหน้ากับความรู้สึกที่เกิดขึ้นตรง ๆ
และสุดท้ายหลีกเลี่ยงไปใช้ STERBs ในการรับมือกับความรู้สึกเหล่านั้นแทน

จุดประสงค์ของการทำงานภายในใจกับ Partners

เพื่อให้เราได้กลับมาสำรวจความเชื่อที่ขับเคลื่อนการทำงานภายในใจ
เรารู้ว่าคุณกำลังเดินทางไปในทางที่เป็นประโยชน์กับตัวเองหรือไม่
และเราจะไม่ได้หลงทางไปกับการเดินทางไปในทางที่ผิดและสร้างความสูญเสียที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

สรุป การรับมือกับการสูญเสีย

ที่ผมได้เขียนมาทั้งหมดนี้จะเป็นเนื้อหาประมาณ 40 % ของหนังสือเล่มนี้นะครับ
ผมมองว่า แค่ได้รู้ว่าแนวคิดไหนที่ทำร้ายเราและแนวคิดไหนที่ไม่ทำร้ายเรา
เพียงแค่นี้ก็ช่วยให้เราเดินในแนวทางที่ถูกต้องได้แล้วครับ
และเมื่อเราปฏิบัติกับตนเองอย่างไรเราก็จะปฏิบัติกับคนที่อยู่รอบข้างเราแบบนั้นครับ
เราก็จะไม่สร้างบาดแผลให้กับคนรอบข้างโดยที่เราไม่รู้ตัว

สำหรับผู้ที่สนใจหนังสือเล่นนี้เพิ่มเติมสามารถไปหาอ่านเพิ่มเองได้เลยนะครับ
หวังว่าการสรุปหนังสือสั้น ๆ ของผมจะพอเป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่อ่านได้นะครับ

หรือหากใครอยากที่จะทำงานกับความสูญเสียหรือพูดคุยกับนักจิตวิทยา
สามารถติดต่อเข้ามาโดยตรงได้เลยนะครับ

วันนี้ขอตัวลาไปก่อนขอบคุณที่ติดตามครับ สวัสดีครับ

กลับด้านบน
เขียนโดย กอปกฤษฏิ์ ทรายเขียว

นักจิตวิทยาการปรึกษาและผู้ก่อตั้ง homemade-counseling