เริ่มต้นเดิมทีแล้วเนื่องจากผมได้เริ่มทำ website ของตัวเองจึงอยากจะหาประกาศนียบัตรมามาแปะเว็บไซต์
เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง ประกอบกับวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่างพอดีไม่ติดงานอะไร
ตัวผมเองจึงได้ตัดสินใจเข้าร่วมประชุมของสมาคมครั้งนี้ และนี่คือประกาศนียบัตรที่ผมได้หลังจากเข้าร่วมงาน

อย่างไรก็ตามนอกจากประกาศณียบัตรแล้วผมรู้สึกว่าการประชุมครั้งนี้
มันเป็นประสบการณ์ที่งดงามและให้เป็นประโยชน์กับผมมากในงานนักจิตวิทยาการปรึกษา
ดังนั้นจึงอยากที่จะบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในมุมมองของผมเผื่อวันหลังจะย้อนกลับมาอ่าน
และเผื่ออาจจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ได้ร่วมเข้ามาอ่านด้วยครับ

ครั้งแรกเมื่อเห็นโปสเตอร์ก่อนเข้าร่วมการประชุมตอนแรกผมไม่ได้คาดหวังอะไรมาก
เพราะรู้สึกว่าคนเกินครึ่งที่อยู่บนโปสเตอร์ผมไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว ไม่รู้ว่าบุคคลเหล่านี้เป็นใคร ทำอะไรที่ไหนอย่างไร
แต่ก็มีหลาย ๆ คนที่อยู่บนโปสเตอร์เป็นคนที่ผมรู้จัก ตรงส่วนนี้จึงเป็นอีกแรงผลักดันหนึ่งให้ผมอย่างเข้าร่วมงานในครั้งนี้
หากพูดถึงอาจารย์โสรีย์ ผมเชื่อว่าทุกคนคนที่เคยได้มีโอกาสได้เรียนกับท่าน
หรือเคยใช้เวลาอยู่กับท่าน ทุกคนคงจะเคยได้ยินประโยคนี้คือ
"นิยามของ Counselor ก็คือ
ผู้ที่นำความวุ่นวายทุกข์ใจออกไปจากใจของคน
พาคนจากที่มืดไปสู่ที่สว่าง
พาคนจากที่แคบไปสู่ที่กว้าง
พาคนหลงทางกลับบ้าน"
― รศ.ดร. โสรีช์ โพธิแก้ว
สำหรับนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดแล้วเรามักจะมีคำพูดแซวกันเล่นว่า
เราจะพาคนจากที่มืดไปสู่ที่แคบแทน เพราะ ในตอนเริ่มต้นทำอะไรมันก็ดูยากหมด
เพียงแค่การพยักหน้าหรือพูดคำว่า "อืม"
ก็สามารถเปลี่ยนแปลงพลวัตรของกระบวนการปรึกษาได้
ครั้งแรกที่ผมได้เจออาจารย์โสรีย์เป็นวันก่อนงานครบรอบ 50 ปี คณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
กะเวลาประมาณคร่าว ๆ คือ 10 ปีที่แล้วพอดี เวลานั้นเป็นเวลาเย็นหลังจากเลิกเรียนพอดี
ซึ่งผมกำลังเดินออกจากคณะแล้วได้เจออาจารย์โสรีย์มากับอาจารย์ของผม
โดยอาจารย์บอกให้ผมและเพื่อนอีกคนพาจารย์เดินชมคณะมนุษย์
ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าอาจารย์เป็นศิษย์เก่า มช.
และเมื่อพาอาจารย์เดินไปซักพัก พอรู้ว่าอาจารย์เป็นศิษย์เก่าจึงตระหนักได้ว่าโดนอาจารย์อำซะแล้ว
ในภาพจำของผมจารย์โสรีย์เป็นผู้ชายใจดีที่มีอารมณ์ขัน และอบอุ่นมาก

กาลครั้งหนึ่ง ณ ดอยขุนตาล เมื่อปี 2015 (ที่จำได้เพราะถ่ายรูปลง IG)
ครั้งนั้นเป็นวิชาเรียนหนึ่งของนักศึกษาปริญญาโทจิตวิทยาการปรึกษาของจุฬา ฯ รุ่นหนึ่ง(ผมจำไม่ได้ว่ารุ่นอะไร)
ความทรงจำถึงวันนั้นมันเลือนลางมาก แต่สิ่งที่ผมจำได้ก็คือ ผมสนุกมากที่ได้เดินขึ้นดอยขุนตาลครั้งแรก
และอีกภาพที่ผมจำได้ก็คืออาจารย์โสรีย์นั่งสอนนักศึกษากลุ่มหนึ่งสิบกว่าคนถึงยี่สิบคนอยู่บนดอยขุนตาล
อากาศบนดอยกลางคืนเย็นจนถึงเกือบขั้นจะหนาว แต่เพราะทุกคนนั่งอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มก้อน
ผมจึงรู้สึกว่าอากาศอบอุ่นกำลังดี แต่เมื่อผมลุกไปเข้าห้องน้ำจึงได้รับรู้ว่าอากาศบนดอยหนาวมาก
วันนั้นท้องฟ้าตอนกลางคืนเป็นท้องฟ้าเปิด ค่ำนั้นอาจารย์และนักเรียนต่างนั่งอยู่ที่ชานบ้านพักไม่มีหลังคา
หากตอนกลางวันมองลงไปเราก็จะเห็นวิวภูเขาอันสวนงามและอากาศที่สดชื่น
แต่พอตอนกลางคืนเรามองเงยหน้าขึ้นไปเราก็จะพบกับท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
เมื่ออาจารย์สอนได้ซักพักอาจารย์ก็จะเล่นกีตาร์และร้องเพลงที่อาจารย์แต่งร่วมกันกับนักศึกษา
ผมจำได้ว่านั่นเป็นห้องเรียน counseling ที่สวยมากและอบอุ่นมากครั้งหนึ่งในชีวิต

การสร้าง Homemade-Counseling สำหรับผมแล้วไม่ใช่บริการแรกที่ผมได้สร้างขึ้น แต่เป็นบริการที่ 3
หลังจากสร้างบริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาขึ้นแล้ว 2 บริการและก็ปิดบริการทั้งสองบริการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนั้นแล้วก็มีอีกครั้งที่ผมจำได้ว่าได้ฟังคำสอนของอาจารย์โดยตรงอีกครั้งก็คือประชุมของสมาคมของนักจิตวิทยาคลีนิค
สิ่งที่อาจารย์ได้พูดก็จะมีความเกี่ยวข้องกับ
พุทธศาสนาและจิตวิทยา
ด้วยคำสอนของอาจารย์โดยตรงและคำสอนของจารย์
ที่ผมได้เรียนมาจากอาจารย์ของผมอีกทอด
"โลกนี้มีความงามไม่จำกัด แต่จิตใจที่จำกัดมองไม่เห็น"
- รพินทรนาถ ฐากุร
ถ้าผมจำไม่ผิด(เพราะนานมากแล้ว)เหตุผลหนึ่งที่ครั้งนั้นอาจารย์เลือกห้องเรียนเป็นบนดอยขุนตาลก็คือ
เพื่อได้นักจิตวิทยาได้เข้าใกล้กับธรรมชาติ
เมื่อเราได้อยู่ใกล้ธรรมชาติ เราจะใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น
และสิ่งที่เราจะเข้าใจมากขึ้นก็คือธรรมชาติภายนอก ธรรมชาติภายในใจและธรรมชาติของความทุกข์

ด้วยคำสอนของอาจารย์โสรีย์ทั้งจากอาจารย์โดยตรงและอาจารย์ของผม
ผมจึงเริ่มศึกษางานของท่านพุทธทาส David Bohm กฤษณมูรติ รพินทรนาถ ฐากุร เคน วิลเบอร์ และคุรุทางจิตวิญญานท่านอื่น ๆ
ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ศึกษางานของทุกท่านจนแตกฉาน
แต่อิทธิพลนี้ทำให้ผมมองว่าการให้คำปรึกษานั้นเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ
ธรรมชาติ และการเติบโตของจิตวิญญาณ
อีกคำพูดหนึ่งที่อาจารย์พูดอยู่บ่อยครั้งก็คือ
และก็ได้พูดในการประชุมครั้งนี้อีกครั้งก็คือ
"เราไม่สามารถพาคนไปเที่ยวเชียงใหม่อย่างแตกฉานได้
หากเราไม่เคยไปเที่ยวเชียงใหม่มาก่อน"
― รศ.ดร. โสรีช์ โพธิแก้ว
เราจะไม่สามารถพาคนออกจากเขาวงกตทางใจได้
หากเราไม่สามารถออกจากเขาวงกตนั้นได้ก่อน
เราไม่สามารถที่พาคนอื่นออกจากความทุกข์นั้นได้
หากเราไม่สามารถที่จะจัดการความทุกข์เรื่องนั้นได้
โดยเริ่มแรกเดิมทีผมไม่เชื่อคำพูดนี้
แต่แล้วก็มีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมเจอเคยที่ผมทำงานด้วยแล้วไม่มีความก้าวหน้าเลย
ผมจึงขอให้พี่นักจิตที่มีประสบการณ์มากกว่าผมทำเคสนั้นและผมได้เป็นผู้ที่เฝ้าดูอยู่
สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจก็คือ จริง ๆ แล้วตอนนั้นผมมีปัญหาเรื่องนั้นที่ผมยังไม่ได้แก้
และสิ่งที่เคสสะท้อนออกมาให้เห็นก็คือปัญหานั้นของตัวผมเอง
งานของนักจิตวิทยาการปรึกษาจึงไม่ได้มีเพียงแค่ส่วนของการทำงานภายนอกเท่านั้น
นักจิตวิทยาการปรึกษายังต้องทำงานกับปัญหาที่อยู่ภายในใจของตัวเองไปด้วยพร้อม ๆ กัน
การขัดเกลาตัวเองจึงเป็นงานที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของนักจิตวิทยาการปรึกษา
ผมกล้าพูดเลยว่านักจิตวิทยาหรือนักจิตบำบัดทุกคนต้องเคยผ่านการเป็นเคสมาก่อน
ทุกคนที่ทำงานด้านที่ต้องเคยทำงานภายในของตัวเองมาก่อนทั้งสิ้น
และกระบวนการนี้จะไม่มีที่สิ้นสุดหากยังทำงานบนเส้นทางนี้อยู่
แน่นอนว่ากระบวนการมันไม่ใช่เรื่องง่ายและหลาย ๆ ครั้งต้องผ่านความเจ็บปวด
แต่สิ่งที่ทุกคนจะได้กลับมาก็คือการเติบโตภายในภายใน
จากประสบการณ์ส่วนตัวและจากที่ผมเห็นผ่านคนรอบข้าง รวมทั้งเคสของผม
ผมว่าการเติบโตที่เกิดขึ้นนั้นมันคุ้มค่าอย่างมากหากเทียบกับสิ่งที่ต้องแลกในการทำกระบวนการ
ผมไม่รู้ว่าทุกคนเคยมีประสบการณ์นี้ไหม คือ
อ่านหนังสือเรื่องเดิม ฟังเพลงเรื่องเดิม หรือดูหนังเรื่องเดิม
แต่ประสบการณ์ในแต่ละครั้งต่างออกไป
สำหรับผมการฟังคำสอนของอาจารย์โสรีย์ก็เช่นกัน
สำหรับผมที่เคยได้ยินคำสอนของอาจารย์มาแล้ว
และยังเคยอัดเสียงอาจารย์เอาไว้ฟังอีกด้วย
ตอนแรกผมยอมรับตามตรงว่าเบื่อ แอบคิดในใจว่าอาจารย์จะพูดเรื่องนี้อีกแล้วหรอ
แต่พอได้ฟังไปซักพักด้วยประสบการณ์ที่มากขึ้น
สิ่งที่ต่างออกไปครั้งนี้ก็คือ ผมรู้สึกว่าทุกคำพูดที่อาจารย์พูดออกมามันมีความหมายมาก
ทุกประโยคที่ผมได้ยินมันลึกมากจริง ๆ จนในใจอยากจะบอกกับอาจารย์ว่า
อาจารย์พูดช้าลงได้ไหม ผมคิดตามในสิ่งที่อาจารย์พูดไม่ทันจริง ๆ
เพราะทุกคำมันมีความหมายและมันลึกจริง ๆ
นั่นทำให้ผมรู้สึกว่าที่เราทำงานหลายปีมีประสบการณ์มาบ้าง
แต่พอได้อยู่ต่อหน้าอาจารย์ เราแทบจะไม่ต่างจากเด็กน้อยคนหนึ่งเลย
มีเรื่องที่ให้เราเรียนรู้และเติบโตได้อีกมากมาย
จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอาจารย์ถึงเป็นที่รักและเคารพของ counselor มากมาย
รวมถึง counselor หลาย ๆ ท่านที่ผมเคารพก็ต่างเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์โสรีย์
ดังนั้นสำหรับผมแล้วอาจารย์โสรีย์จึงเป็นอาจารย์ counseling ชั้นครูที่ผมเคารพมาก
โดยตอนแรกนั้นผมไม่ได้มีความคิดที่จะเขียนบทความนี้จึงไม่ได้ถ่าย screen shot หน้าจอเอาไว้
แต่พอผ่านไปได้ครึ่งวัน จนและเข้าช่วงบ่ายผมรู้สึกว่าสิ่งที่ได้ยินมันเป็นประโยชน์มาก
จึงได้เริ่มถ่าย screen shot บ้างนิดหน่อยไว้เตือนตัวเอง
ดังนั้นบทความนี้จึงเนื้อหามากกว่ารูปภาพที่เกี่ยวข้องจริง ๆ
สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกประทับใจมากจากการได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้คือ
นักจิตวิทยาทั้ง 9 ท่านต่างทำในอยู่ในบริบทที่แตกต่างกัน
ทั้งนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ทำงานให้กับองค์กรที่มีความต้องการ
นักจิตวิทยาการปรึกษาที่ทำงานกับนักศึกษา
นักจิตวิทยาการปรึกษาที่เป็นผู้พิการทางสายตา
นักจิตวิทยาการปรึกษาที่ทำงานกับเด็กที่กระทำความผิด
นักจิตวิทยาการปรึกษาที่ทำงานให้ผู้โยกย้ายถิ่นฐาน เช่น ผู้ชาวต่างชาติที่เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์
นักจิตวิทยาการปรึกษาที่ทำงานให้กับโรง
นักจิตวิทยาการปรึกษาที่ทำงานให้กับผู้ที่อยู่ในเรือนจำ
นักจิตวิทยาการปรึกษาที่ทำงานให้กับผู้พิการ
นักจิตวิทยาการปรึกษาที่ทำงานให้กับองค์กรการคุมประพฤติ
ผมจึงได้พึ่งตระหนักว่าจริง ๆ แล้วงานของนักจิตวิทยาการปรึกษานั้นมีขอบเขตที่กว้างขวางมาก
และประสบการณ์ที่นักจิตวิทยาแต่ละท่านได้แบ่งบันนั้นมีประโยชน์มากจริง ๆ
หากมองดูผู้รับบริการของคนที่อยู่ในแต่ละบริบทแล้ว
เราจะเห็นได้ว่าปัญหาที่คนแต่ละกลุ่มเจอนั้นแตกต่างกัน
ความคาดหวังและเป้าหมายในการรับบริการของคนแต่ละกลุ่มนั้นก็ย่อมแตกต่างกันด้วย
เช่น ปัญหาที่นักศึกษาเจอกับปัญหาของคนที่ทำงานในบริษัทเจอ
บริบทย่อมแตกต่างกันอย่างชิ้นเชิง
ปัญหาของชาวต่างชาติที่ถูกหลอกให้มาขายบริการกับผู้พิการนั้น
บาดแผลที่เกิดขึ้นภายในจิตใจก็ย่อมแตกต่างกัน
สิ่งที่ผมตกผลึกจากการเรียนรู้ในครั้งนี้คือ ก่อนที่เราจะให้คำปรึกษา
หากเป็นไปได้หรือหากมีคนรู้จักทำงานในสายงานนั้นเราควรศึกษาบริบทการทำงานจากเขาก่อน
เพราะเราจะไม่ต้องมานั่งลองผิดลองถูกเองและมันอาจจะใช้เวลาในการเรียนรู้
ตัวอย่าง เช่น หากทำงานกับผู้โยกย้ายถิ่นฐานต่างชาติที่เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์
สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญที่สุดควรจะเป็นไปตามความต้องการพื้นฐานของ Maslow หรือ Maslow's Hierarchy of Needs

ตัวอย่างเช่น สิ่งที่เราต้องทำให้กับผู้ที่มารับบริการของเราสิ่งแรกคือต้องแน่ใจว่าเขาได้กินข้าวมาแล้ว
เขาได้มีที่พักอาศัยที่ปลอดภัย และเมื่อตัวเขาปลอดภัยแล้วเขาจะควรจะได้รับรู้ว่าสมาชิกในครอบครัว
ของเขาที่เดินทางมากับเขานั้นได้รับการคุ้มครองดูแลที่ปลอดภัยเช่นกัน
ไม่เช่นนั้นการบวนการให้คำปรึกษาอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการเมื่อปัจจัยหลาย ๆ อย่างยังไม่พร้อม
มีครั้งหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับน้องผู้หญิงท่านหนึ่ง
สิ่งที่นำพาให้ผมและน้องผู้หญิงคนนั้นได้มาพูดคุยกันในบริบทการให้คำปรึกษาคือ
น้องผู้หญิงคนนั้นเริ่มมีปัญหาการได้ยิน ในแต่ละวันจะมีบางช่วงเวลาที่น้องเขาไม่ได้ยินเสียงอะไร
และเมื่อน้องผู้หญิงคนนั้นเขาเครียดมากขึ้น อาการไม่ได้ยินก็จะมากขึ้นเช่นกัน
กระบวนการจัดการความเครียดของน้องผู้หญิงคนนั้นคือเธอจะกินของที่เธอชอบ
เพื่อให้เธอมีความสุขนั่นคือชาเย็น และน้ำอัดลม
แต่อย่างไรก็ตามโรคที่เธอเป็นนั้นห้ามเธอรับประทานคาเฟอีน
จึงเหมือนว่าเธอถูกบังคับไม่สามารถกินของที่เธอชอบ
นอกจากเธอกำลังศึกษาในสถานศึกษาอุดมศึกษาและสาขาวิชาที่เธอเรียนคือล่ามแปลภาษา
ลองคิดดูว่ามันจะเจ็บปวดขนาดไหนที่เธอไม่สามารถทำอาชีพในฝันของเธอได้
การไม่ได้ยินหรือการกลายเป็นคนพิการทางด้านการได้ยินจึงไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดในชีวิต
หลังจากการฟังการบรรยายของอาจารย์อดัมคือ
เมื่อเราทำงานกับผู้พิการ เราควรจะรู้ว่าคนที่เราพูดคุยด้วยเขาอยู่ระดับไหน
โดยเอาแบบจำลองการสูญเสียของ Elisabeth Kubler-Ross และ David Kessler เข้ามาอธิบาย
.png)
ในขณะนั้นน้องผู้หญิงคนนั้นและครอบครัวกำลังอยู่ในขั้น การต่อรอง(bargaining)
เหตุผลเพราะว่าน้องเขาและครอบครัวกำลังอยู่ในขั้นที่เดินทางไปหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่างด้านการได้ยิน
ทั่วประเทศไทย ถ้าผมจำไม่ผิดตอนนั้นน้องผู้หญิงคนนั้นได้เดินทางไปหาแพทย์ทางด้านการได้ยิน
มาแล้วมากกว่า 7 คนและกำลังนัดท่านอื่น ๆ อยู่เผื่อว่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะรักษาโรคนี้ให้หายได้
แต่สิ่งที่ผมทำคือผมได้ให้การปรึกษาโดยพยายามให้เทคนิคและวิธีการจัดการความเครียด
ในช่วงระยะแรกนั้นกระบวนการให้การปรึกษาเป็นไปได้ด้วยดี
แต่พอเมื่ออาการของน้องเรารุนแรงมากขึ้นความเครียดที่มากขึ้น
ทั้งด้านค่ารักษา ค่าเดินทาง ด้านการเรียน การครอบครัว ด้านความฝัน ด้านความหวังและความสุขในชีวิต
ทุกอย่างได้เข้าสู่ขั้นวิกฤต กระบวนการการพูดคุยจึงเปรียบเหมือนเริ่มมีกำแพงบาง ๆ ถูกสร้างขึ้น
การฟังบรรยายของอาจารย์อดัมทำให้ผมเข้าใจว่าสิ่งที่ควรทำจริง ๆ เมื่อคนที่มาหาเราอยู่ในขั้นต่อรอง
ไม่ใช่การให้คำปรึกษา หรือสิ่งที่ผมทำคือพยายามยัดเยียดให้ผู้ที่มารับคำปรึกษา
ฝึกเทคนิคการจัดการความเครียดที่เกิดขึ้น
แต่ควรจะเป็นการนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา ฟังสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่ตัดสินและอยู่เป็นเพื่อนเขาก็เพียงพอแล้ว
ถึงแม้ว่าสิ่งที่ผู้มารับบริการของเราเขาบอกกับเราว่าเขาอยากได้วิธีการจัดการกับความเครียด
หรือความกังวลที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เราควรจะได้ยินจริง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้รับบริการเราพูดออกมา
เราควรที่จะได้ยินความต้องการลึกจริง ๆ ที่เขาไม่สามารถจะสื่อสารออกมาได้
ต้องขอบคุณน้องผู้หญิงคนนั้นมากและอาจารย์อดัม
เพราะทำให้ผมได้รู้ว่าในวันนั้นผมทำอะไรผิดพลาดไปและผมจะกลายเป็นผมใน version ที่ดีขึ้นได้อย่างไร
นอกจากนี้แล้วการทำงานกับชาวต่างชาติในภาษาที่เราไม่สามารถสื่อสารได้
หรือการทำงานกับผู้พิการเช่นคนหูหนวกจำเป็นอย่างมากที่จะต้องใช้ล่ามในการพูดคุย
ซึ่งหากเป็นไปได้เราไม่ควรใช้ล่าม เพราะ เคสเชื่อใจเรา
เชื่อใจว่าความลับที่เขาเล่าให้นักจิตวิทยาฟังนั้นจะเป็นความลับ ไม่ถูกนำไปเผยแพร่ที่ไหน
อย่างไรก็ตามการที่มีคนอีกคนอยู่ในบริบทนั้นด้วยการทำให้กระบวนการได้รับผลกระทบ
ครั้งหนึ่งสมัยปริญญาตรีผมเคยลงเรียนวิชาปรัชญาและมีคน 2 คน ที่นั่งใกล้ ๆ ผมเป็นคนหูหนวก
สิ่งที่ผมทำก็คือเวลาอาจารย์พูดอะไร ผมก็จะเขียนแล้วส่งให้พวกเขาทั้งสอง
ตอนนั้นผมมีชื่อภาษามือเป็นของตัวเองและใช้ภาษามือได้นิดหน่อย
เพราะต้องการอยากจะสื่อสารกับพวกเขา
จนจบคาบนั้นเขาก็บอกผมว่า ไม่ต้องเขียน note ให้เขาก็ได้เพราะเขา
ได้อัดเสียงในสิ่งที่อาจารย์พูดไว้แล้วมีคนมาแปลภาษาให้เขาอีกที
ผมรู้สึกเสียดายมากที่ผมไม่สามารถที่จะพูดมาภาษามือได้
ผมรู้สึกว่าเพื่อนนั้นสองคนนั้นเป็นคนที่น่ารักมากและผมอยากรู้จักเขามากขึ้น
แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านภาษา ผมจึงรู้สึกเสียดายอย่างมาก
แล้วตอนนั้นผมก็เลยมีความคิดว่าอยากที่เรียนภาษามือเพื่อจะได้ทำ counseling ให้คนหูหนวก
และเกิดคำถามขึ้นในใจว่าจะมีใครซักคนไหมที่ช่วยให้บริการทางใจกับคนกลุ่มนี้ได้
จนในวันนี้ผมได้เห็นอาจารย์อดัมพูดแล้วในขณะที่อาจารย์อดัมพูดนั้น
อาจารย์ได้ใช้ภาษามือไปด้วย นั่นทำให้ผมรู้สึกดีใจมาก
ที่ได้เห็นคนคนหนึ่งได้ทำตามความฝันที่ครั้งหนึ่งผมเคยอยากที่จะทำ
ผมรู้สึกดีใจอย่างมากที่ได้เห็นสิ่งที่อาจารย์อดัมได้ทำ เพราะสำหรับผมสิ่งนี้มันมีความหมายมาก
อย่างน้อยคนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งในประเทศไทยก็จะได้รับบริการทางสุขภาพที่มีคุณภาพ
แต่ในกรณีของคุณหทัยทิพย์ที่ต้องทำงานกับชาวต่างชาติที่เป็นคนชายขอบ
เป็นกรณีที่ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ล่ามได้
ดังนั้นสิ่งที่คุณหทัยทิพย์ทำคือการให้ความรู้ล่ามก่อน
ว่ากระบวนการที่เราทำคืออะไร
ให้ความรู้ว่าเรากำลังพูดอะไรเพราะอะไร
ไม่เช่นนั้นล่ามอาจจะมีคำถามว่าทำไมพี่ถามคำถามนี้ซ้ำและบ่อยจัง?
ล่ามอาจจะไม่ได้แปลความหมายในสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ
เพราะทุกคำพูดนั้นมีความสำคัญจะผิดเพี้ยนไปเพียงเล็กน้อยไม่ได้
นอกจากนี้ยังต้องให้ล่ามรักษาความลับเช่นเดียวกับสิ่งที่นักจิตวิทยาทำ
ซึ่งคุณหทัยทิพย์บอกว่า "ล่ามควรจะเปรียบเหมือนกับร่างทรงของเรา"
ดังนั้นหากในอนาคตพี่น้อง ๆ ท่านใดตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องใช้ล่าม
การเตรียมตัวล่ามให้พร้อมก็เป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่สำคัญของนักจิตวิทยาเช่นกัน
อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอาการเจ็บป่วยทางใจ โรคทางจิตเวช
ศาสตร์จิตวิทยาหรือนักจิตวิทยาพึ่งจะเป็นที่รู้จักกว้างขวางมากขึ้น
แต่ไม่ได้หมายความว่าในประเทศไทยพึ่งมามีสิ่งนี้
การได้ฟังคำบรรยายของอาจารย์นิรนาทและคุณพรประภาทำให้ผมได้รู้ว่า
มีคนที่ยืนหยัดเพื่อให้คนในสังคมได้รู้จักคำว่าจิตวิทยาการปรึกษามามากกว่า 20 - 30 ปีแล้ว
.png)
การที่หน่วยงานราชการเห็นความสำคัญของงานนักจิตวิทยา
รวมถึงเริ่มเปิดรับตำแหน่งนักจิตวิทยามากขึ้นในทุกวันนี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นไม่ได้เลย
หากขาดแรงผลักดันจากรุ่นพี่ที่คอยผลักดันอยู่ด้านในเป็นระยะเวลานาน
และไม่ย่อท้อกับอุปสรรคที่เกิดขึ้น
ตัวอย่างเช่น หาที่ใหญ่ที่สุดที่ผมคิดว่านักจิตวิทยาหลาย ๆ คนกำเจอเผชิญในตอนนี้คือ
กำลังพลนักจิตวิทยามีไม่เพียงพอต่อแต่ละหน่วยงาน
ตัวอย่างที่ อาจารย์นิรนาถได้กล่าวมาถ้าผมจำตัวเองไม่ผิด(อาจมีคลาดเคลื่อนเพราะไม่ได้จดไว้)คือ
นักโทษในเรือนจำทั่วประเทศมีประมาณ 300,000 คน
แต่สัดส่วนผู้ที่เป็นนักจิตวิทยาที่ดูแลมีเพียง 5,000 - 6,000 คน
ดังนั้นรูปแบบการดูแลและการทำงานจึงเป็นการทำงานที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ
เพราะข้อจำกัดของสัดส่วนที่ไม่เหมาะสมตรงนี้
นอกจากนี้แล้วในการบรรยายครั้งนี้ยังมีพี่นก ประภาพรรณ คงชนะ หรือที่ผมเรียกว่าป้านก
ถึงแม้ว่าป้านกจะไม่ได้พูดลงรายละเอียดถึงปัญหาในการทำงานมากนัก
แต่เนื่องจากตัวผมเองได้มีโอกาสไปฝึกงานที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่
ผมจึงได้มีโอกาสไปสัมผัสปัญหาที่เกิดขึ้นโดยตรง

ผมจำได้ว่าช่วงที่ผมฝึกงาน มีเช้าวันจันทร์วันหนึ่งโดยธรรมชาติของศาลเยาวชน ฯ
วันจันทร์จะเป็นวันที่มีเคสมากที่สุดอยู่แล้ว เพราะเยาวชนที่ถูกจับในวันเสาร์และอาทิตย์นั้น
จะมาเข้ากระบวนการทางราชการได้ในวันทำการนั่นคือวันจันทร์
โดยเช้าวันจันทร์เช้าวันนั้นมีเคสเช้าเข้ามาทั้งหมด 14 คน
ณ เวลานั้นมีผมและเพื่อนที่ร่วมฝึกงานด้วยอีกหนึ่งคน
หากคิดโดยง่าย ๆ 14/3 = 4.67 แปลว่าแต่ นักจิตวิทยาคนจะได้รับเคสจำนวน 4 คน
และจะมีนักจิตวิทยาอีกคนจะได้รับเคส จำนวน 5 คน
อย่างไรก็ตามตัวเคสไม่ได้มาในเวลาที่เราจะคาดเดาได้ หากเคสเข้าสู่กระบวนการครั้งแรก
ดังนั้นในเวลานั้นปัญหาเคสล้มมือในช่วงเวลาหนึ่งจึงเป็นสิ่งที่แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
ลองคิดเล่น ๆ ว่าหากพี่นกไม่มีเด็กฝึกงานช่วงและว่าเช้าวันนั้นพี่นกจะต้องทำเคสคนเดียวทั้งหมด 14 คน
ซึ่งยังไม่นักรวมเคสใหม่ที่จะมาในตอนบ่ายอีก
นอกจากนี้แล้วตอนฝึกงานผมยังมีโอกาสได้ไปฝึกงานที่สถานบำบัดแห่งหนึ่ง
สัดส่วนที่นักจิตวิทยาจะต้องดูแลผู้ป่วยคือ 1 ต่อ 200 คน
ตัวเลขของความไม่สมดุลนี้อาจบ่งบอกว่าคนในสังคมอาจจะยังไม่เห็นความสำคัญของวิชาชีพเท่าที่ควร
ถ้าหากการสร้างพฤติกรรมหนึ่งนั้นใช้เวลานานหลายปีในการสร้าง
เวลาที่เหมาะสมในการพูดคุยและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนคนหนึ่งควรจะใช้เวลาเท่าไรถึงจะเหมาะสม?
ผมหวังว่าในอนาคตคนในสังคมและหน่วยงานราชการจะเห็นความสำคัญของงานนักจิตวิทยามากขึ้น
เพราะผมเชื่ออย่างสุดหัวใจว่างานนี้มีศักยภาพที่จะช่วยให้สังคมของเราน่าอยู่ขึ้นและคนมีความสุขมากขึ้นได้
หากไม่มีความรักให้เพื่อนมนุษย์มากพอ ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงไม่สามารถอยู่ในสายงานนี้ได้นานขนาดนี้
เพราะผมตอบแทนที่ได้รับความเหนื่อยนั้นถือว่าไม่สมน้ำสมเนื้อเลย
ยังไม่รวมกับปัญหาภายในการต่อสู้เพื่อให้คนในองค์มีความเข้าใจและเห็นคุณในสิ่งที่นักจิตวิทยาการปรึกษาทำ
หากจะทำงานเพื่อเงินผมคนหนึ่งที่กล้าบอกเลยว่าไม่คุ้มว่าแน่นอน
การจะสร้างนักจิตวิทยาการปรึกษาคนหนึ่งขึ้นมาได้นั้นมันใช้ระยะเวลาในการเพาะบ่มนานมาก
ไม่เพียงแต่ทักษะทางด้านวิชาชีพเท่านั้น ประสบการณ์และคุณภาพของใจก็เป็นสิ่งสำคัญ
ในงานบรรยายหลาย ๆ ทุกคนที่ได้บรรยายพูดเหมือนกันว่า
"เรารู้สึกว่าเราทำงานแล้วเรายังรู้ไม่มากพอ ดังนั้นจึงตัดสินใจศึกษาเพิ่มเติม"
นั่นคงอธิบายได้ว่าหลาย ๆ คนที่มาบรรยายทำไมถึงจบปริญญาโท หรือปริญญาเอกด้านจิตวิทยาการปรึกษา
ซึ่งครั้งหนึ่งผมได้มีโอกาสไปเข้า workshop ของศิลปะบำบัดและอีกครั้งได้เข้า workshop
ที่เกี่ยวข้องคล้าย ๆ กับกลุ่มการสนทนาที่มีอาจารย์ประมวลเพ็งจันทร์มาร่วมพูดคุยด้วย
ที่ผมพูดเพราะว่า workshop ทั้งสองนั้นผมได้เจอที่เบ๊น หรือ คุณวิชญา โมฬีชาติ
และผมก็ได้รู้อีกว่าตลอดเวลาที่ไม่ได้พบกันผมก็เห็นพี่เบ๊นเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
นอกจากการเป็นนักจิตวิทยาของโรงพยาบาล พี่เบ๊นยังเป็นนักศิลปะบำบัด
พี่เบ๊นทำงานกับการให้ความรู้คนในการพร้อมเรื่องความตายอีกด้วย
ให้คนไทยได้เข้าใจว่าการพูดเกี่ยวกับความตายไม่ใช่การแช่งแต่เป็นการเตรียมความพร้อมหากเกิดอะไรขึ้นมา
แล้วพี่เบ๊นก็ยังได้พัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ และเผยแพร่ให้คนได้ใช้ในการสื่อสารที่ลึกขึ้นอีกด้วย
เช่น เกมไพ่ไขชีวิต สมุดเบาใจ และไพ่ฤดูฝน
อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง ผมเห็นหลาย ๆ ที่ทำงานด้านนี้
ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ของผม รุ่นพี่ หรือเพื่อน ๆ น้อง ๆ หลาย ๆ คนก็ได้พาตัวเองไปเรียนรู้เพิ่มเติม
ผมได้รู้จักคนใหม่ ๆ ใน workshop ที่เกี่ยวข้องกับด้านจิตใจ
หลาย ๆ คนเป็นคนที่เก่งอยู่แล้วในขั้นที่มีคนเคารพนับถือให้เป็นอาจารย์
แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ยังนำตัวเองมาเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ
ซึ่งผมเชื่อโยงกับประสบการณ์ของผมเอง โดยที่คนอื่นอาจจะไม่คิดแบบนี้คือ
นั่นคือคำพูดของอาจารย์โสรีย์ที่ว่า
"เราไม่สามารถพาคนไปเที่ยวเชียงใหม่อย่างแตกฉานได้
หากเราไม่เคยไปเที่ยวเชียงใหม่มาก่อน"
― รศ.ดร. โสรีช์ โพธิแก้ว
นั่นคงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้จิตวิทยาหลาย ๆ ได้ไปศึกษาเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากขึ้น
นอกจากนี้แล้วผมได้ยินคนพูดของพี่อีกท่านหนึ่งที่รู้จักพูดมาว่า
นักจิตวิทยาก็เหมือนชาวประมงค์ หากเรามีเครื่องมีจับปลาที่หลากหลายกว่าเราก็มีทางเลือกมากขึ้น
คล้ายกับคำพูดของบรมครูอีกท่านหนึ่งที่กล่าวว่า
"if all you have is a hammer, everything looks like a nail"
― Abraham H. Maslow (1962)
ผมเห็นด้วยเพราะว่าโดยความคิดเห็นของผม
ผมมองว่าไม่มีทฤษฏีไหนดีหรือไม่ดี เพราะแต่ละทฤษฏีมีจุดแข็งจุดอ่อนที่แตกต่างกัน
ดังนั้นคนที่ต่าง ๆ ที่เลือกเครื่องมือได้เหมาะกับสถานการณ์ตรงหน้าหรือไม่
แต่ไม่ว่าเราจะใช้ทฤษฏีไหนเป็นหลักก็ตามสิ่งหนึ่งที่เราต้องมีเป็นพื้นฐานคือ
การฟังแบบไม่ตัดสิน
พื้นฐานของนักจิตวิทยาการปรึกษาไม่ใช่การพูด แต่คือการฟังต่างหาก
ซึ่งทุกวันนี้ผมก็ยังคงฝึกเรื่องนี้อยู่ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหนแล้วก็ตาม
เพราะการฟังอย่างลึกซึ้งจะทำให้เราได้ยินในสิ่งที่คนตรงหน้าเราไม่ได้พูดออกมา
หากใครที่ตัดสินใจมาทำงานบนเส้นทางอีกนี้แล้วเงินคงไม่ใช่เป้าหมายหลัก
แต่จากที่ผมได้ฟังรุ่นพี่พูดแล้วคงจะเป็นการเห็นการเติบโตของคนตรงหน้ามากกว่า
ในการประชุมคุณพรประภาได้พูดถึงเคสหนึ่งที่ใช้เวลาพูดคุยยาวนานมาก
อย่างไรก็ตามเคสดูเหมือนจะไม่มีการพัฒนาและก้าวหน้าขึ้นมาเลย
โดยคนที่เป็นเคสนั้นมีพฤติกรรมเมาแล้วขับจึงต้องมารายงานตัวที่กรมคุมประพฤติ
แต่ในครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกันเคสได้นุ่มห่มเหลืองมาและได้บวชเป็นพระเรียบร้อยแล้ว
เคสเล่าว่ามีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นกับเขา
แล้วเขาจึงรู้ว่าจริง ๆ เขาต้องการทำอะไร ความหมายของชีวิตของเขาคืออะไร
เขาจึงตัดสินใจบวชด้วยตัวของเขาเองโดยที่ไม่มีใครบังคับและเลิกสุราอย่างเด็ดขาย
และพี่พรประภาก็ได้ยกคำพูดของอาจารย์โสรีย์ขึ้นมากล่าวอีกว่า
"หน้าที่ของนักจิตวิทยาการปรึกษาคือการหว่านเมล็ดที่ดีที่สุดลงไป
ส่วนการเติบโตนั้นไม่ใช่หน้าที่ของเรา
หากหว่างไปเจอหิน เมล็ดนั้นก็ไม่สามารถที่จะเกิดโตงอกงามได้
แต่หากวันหนึ่งสภาพแวดล้อมเหมาะสม เมล็ดพันธุ์ที่ดีก็จะงอกงามขึ้นมาเอง"
― รศ.ดร. โสรีช์ โพธิแก้ว
จากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นพี่พรประภาได้บอกว่า
เหตุการณ์นั้นทำให้พี่พรประภาได้เข้าใจว่าสิ่งที่ได้ทำลงไปทำไปเพื่ออะไร
และความหมายของชีวิตของพี่พรประภาคืออะไร
เช่นเดียวกับพี่นกที่ต้องทำงานกับเยาวชนที่กระทำความผิด
อย่างไรก็ตามที่นกได้ทำ Line Official เป็นช่องทางในการติดตามผล
และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อเยาวชนเขามีปัญหา
เขาไม่รู้ว่าจะปรึกษาใครเขาก็ได้ทักมาพูดคุยกับพี่นกอีกครั้ง
นั่นทำให้เขาไม่ได้เดินทางไปในเส้นทางที่ผิด
สำหรับผมที่เป็นผู้ฟังผมก็รู้สึกว่านั้นมีความหมายมาก
จากประสบการณ์ของผมที่ได้สัมผัสกลับเยาวชนกลุ่มนี้มา
ผมรู้ว่าจริง ๆ แล้วลึกภายในน้อง ๆ ก็คือเด็กคนหนึ่ง
แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือบริบทที่หล่อหลอมน้อง ๆ ขึ้นมา
ซึ่งอาจจะขาดคนชี้นำไปในทางที่ถูกต้อง หรือคนเพื่อนที่หลงทางเหมือนกัน
ดังนั้นการจัดการปัญหาจึงเป็นการจัดการปัญหาที่สร้างปัญหาที่ใหญ่กว่าขึ้นมา
ผมอยากเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อแสดงความเคารพกับครูบาอาจารย์
ที่ได้บุกเบิกทางและได้สร้างรุ่นพี่ที่เดินบนเส้นทางที่มา
นอกจากนี้แล้วยังอธิบายให้บุคคลภายนอกได้เห็นการทำงานหนักของรุ่นพี่
ที่ทำให้ทุกวันนี้คำว่านักจิตวิทยาเป็นที่รู้จักกว้างขวางมากขึ้น
อธิบายสิ่งที่อาจจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ได้เข้ามาอ่าน
ในสิ่งที่ผมทำผิดพลาด และสุดท้ายได้เข้าในการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษามากขึ้น
ขอบคุณทุกท่านมากที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับ หวังว่าท่านจะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อยจากบทความนี้
นักจิตวิทยาการปรึกษาและผู้ก่อตั้ง homemade-counseling