ประสบการณ์ในห้องการทำจิตบำบัด ตอนที่ 3

ประสบการณ์ในห้องบำบัด 16 กุมภาพันธ์ 2567


เรื่องราวสั้น ๆ ในแต่ละวันของนักทำจิตบำบัด

ความจริงที่หลาย ๆ คนอาจจะไม่เคยได้ยิน


"การเป็น
ติ่ง ทำให้หนูมีทุกวันนี้ได้"


สิทธิพิเศษอย่างของการเป็นนักทำจิตบำบัดสำหรับผมก็คือ
การได้มีโอกาสเรื่องราวต่าง ๆ จากคนคนหนึ่งอย่างตรงไปตรงมา
ในแบบที่คนอื่น ๆ อาจจะไม่เคยได้ยิน


"หนูไม่เคยคุยกับใครลึกเท่าคุยกับพี่เลยค่ะ"


เป็นอีกหนึ่งประโยคที่เคยได้พูดออกมา
และผมก็รู้สึกว่าประโยชน์นี้ไม่ใช่ประโยคที่ใหม่สำหรับผมเท่าไร

หลาย ๆ คนอาจจะเข้าใจผิดว่าหน้าที่ของนักจิตคือการให้คำแนะนำ
ชี้แนะ หรือมีสถานะเปรียบเสมอผู้ชี้ทางให้กับคนที่อยู่ตรงหน้า
แต่งานหลักของนักทำจิตบำบัดจริง ๆ แล้วคือ "การฟังต่างหาก"

เพราะเราสามารถที่จะฟังได้อย่างไม่ตัดสิน
หรือหากตัดสินก็จะตัดสินใจด้วยอคติที่น้อยมาก
เพราะเราถูกสร้างมาให้ทำสิ่งนี้
ดังนั้นผู้พูดจึงได้สามารถถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ในแบบที่เขาเป็นได้
และผมจึงมีโอกาสได้เห็นคนที่เขาเป็นจริง

เต่า : ทำไมหนูถึงชอบหรือเลือกเป็นติ่งของวงนี้หรอครับ?
หรือทำไมถึงไม่เลือกที่จะเป็นติ่งของวงใหม่ ๆ ?

เคสก็นั่งครุ่นคิดอย่างจริงจังซักครู่
และหลังจากนั้นเธอก็ได้ถามตัวเอง
เคส : "นั่นหนะสิ ทำไมหนูถึงไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย"

จนเวลาผ่านไปซักพัก
เคส : พอหนูย้อนนึกไปถึงวันแรกที่หนูตัดสินใจเป็นติ่งของเขา
หนูว่าหนูได้คำตอบแล้ว หนูรู้แล้วว่าทำไมหนูถึงเลือกเป็นติ่งของเขา

หลังจากนั้นเคสก็ได้เริ่มต้นเล่าเรื่องราวของเขา
และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตแต่ละช่วงวัย
พร้อมกับอธิบายว่าการที่เธอเลือกเป็นติ่งนั้น
ทำให้เธอมีกำลังใจ มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต
จนสุดท้ายทำให้เธอมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

ระหว่างการพูดคุยกับเคส
ผมรู้สึกเหมือนได้นั่ง time machine ย้อนกลับไปในอดีตพร้อมกับเคส
ได้เห็นการเติบโต ได้เห็นความยากลำบากของแต่ละช่วงวัย
และที่สำคัญผมรู้สึกว่าการเติบโตที่เกิดขึ้นนี้มันสวยงามมาก


"พี่ขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหมครับ

พี่รู้สึกว่าเรื่องราวของน้องมันสวยงามและสร้างแรงบันดาลใจมาก

พี่รู้สึกว่าพี่ไม่อยากจะเป็นคนเดียวที่ได้ยินเรื่องราวเหล่านี้

ถ้าเป็นไปได้พี่อยากให้น้องได้ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ให้คนอื่นได้ยินด้วย

อย่างน้อยคนที่เป็นติ่งด้วยกันที่อาจจะกำลังรู้สึกหลงทางในชีวิต

ถ้าเขาได้ยินเรื่องราวนี้แล้ว เขาอาจจะมีกำลังใจสู้ต่อไป"


ผมรู้สึกแบบที่ผมพูดจริง ๆ
ผมรู้สึกเสียดายหากผมจะได้เป็นคนเดียวที่ได้ยินเรื่องราวเหล่านี้
ผมเลยแนะนำว่า ลองเขียน blog หรืออะไรก็ได้
พี่ช่วยตั้งชื่อหัวข้อให้


"การเป็น
ติ่ง ทำให้หนูมีทุกวันนี้ได้"


สิ่งที่ผมเห็นคือ การเดินทางของเด็กผู้หญิงต่างจังหวัดคนหนึ่ง
ที่พยายามฝึกภาษาอังกฤษ และฝึกภาษาเกาหลี
เพื่อให้ได้เข้าใจศิลปินมากขึ้น

ระหว่างนั้นเธอก็มีเป้าหมาย
เช่น อยากเห็นศิลปินตัวเป็น ๆ
และสุดท้ายเธอก็ได้ไปรับศิลปินที่สนามบินจริง ๆ

อยากไปดูคอนเสริต
เธอก็สามารถทำงานหาเงินเก็บเงินเพื่อไปดูคอนเสริ์ตจนได้

อยากได้จับมือและได้ถ่ายรูปด้วย
สุดท้ายเธอก็ทำได้

จนฝันขั้นถัดไปก็คือเธอวางแผนจะไปเกาหลี
และผมก็เชื่ออย่างสุดในว่า
เธอจะสำเร็จในการตามความฝันของเธออีกเช่นกัน

เธอไม่เพียงแต่มีความฝัน แต่เธอยังทำให้มันกลายเป็นจริงได้
เธอกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า
เธอเป็นคนที่ดีขึ้นและมีชีวิตอย่างทุกวันนี้ได้เพราะเธอเป็นติ่ง

สิ่งที่ผมถ่ายทอดมันอาจจะเป็นเสี้ยวเล็ก ๆ ในความทรงจำของผมที่จำได้เท่านั้น
แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในห้องทำงานนั้น
เต็มไปด้วยความสุข ความหวังและความเป็นอิสระ

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า
ผมอยากให้คนอื่นได้ยินเรื่องราวของเธอจากเธอโดยตรง
เพราะโลกนี้ยังมีที่ว่างอีกมากมายให้กับคนที่มีความฝัน
และโลกต้องการตัวอย่างของคนที่ทำตามฝัน
และคนที่ไม่ยอมแพ้จนกว่าจะได้สิ่งที่เขาหรือเธอต้องการ

กลับด้านบน
เขียนโดย กอปกฤษฏิ์ ทรายเขียว

นักจิตวิทยาการปรึกษาและผู้ก่อตั้ง homemade-counseling