ประสบการณ์ในห้องการทำจิตบำบัด ตอนที่ 1

ประสบการร์ในห้องบำบัด 9 กุมภาพันธ์ 2567


จุดเริ่มต้นในการเขียนบอกเล่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นจาก
ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่บอกเล่าประสบการณ์ของนักจิตบำบัดหลาย ๆ ท่าน
แล้วผมรู้สึกว่ามันมีประโยชน์
ดังนั้นผมจึงคิดเอาเองว่าประสบการ์ของผมก็คงจะมีประโยชน์กับบางคนเช่นกัน

ชีวิตของฉันดีอยู่แล้ว ฉันไม่ต้องการพูดคุยกับเธอ

ต้องยอมรับว่าหลักจากเปลี่ยนจากการทำงานด้วยตนเองมาเข้าสังกัด
จึงทำให้ตนเองมีโอกาสได้ให้คำปรึกษาคนมากขึ้น และบางครั้งก็ถึงขั้นการทำจิตบำบัด
โดยเฉลี่ยต่อหนึ่งวันผมจะมีโอกาสได้พูดคุยกับคนประมาณ 6 ถึง 7 คน

เนื่องจากบริบทในการทำงานของผมนั้นจะเป็นการทำงานกับคนที่กึ่ง ๆ โดนบังคับให้ต้องมาพบเจอกัน
ดังนั้นจึงต้องยอมรับก่อนว่าไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะมาพูดคุยกับเรา

ช่วงแรกในการทำงานร่วมกันทุกคนอาจจะด้วยความไฟแรง
สิ่งที่ผมทำก็คือเป็นการพูดคุยทั่วไปเพื่อให้เข้าใจว่าคนที่อยู่ตรงหน้าของเรานั้นเป็นใคร
ยกตัวอย่างเช่น เคยทำอะไรมาก่อน สนใจเรื่องอะไรช่วงนี้ หรือ มาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร

ซึ่งส่วนมากใน session แรก ๆ นั้น คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีปัญหาอะไรในการดำเนินชีวิต
และไม่อยากมาพูดคุยกับเรา
แต่งานของนักจิตวิทยาการปรึกษาไม่ได้ทำงานกับคนที่มีปัญหาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
เรายังสามารถทำงานกับคนที่ใช้ชีวิตปรกติได้

"เพราะหากชีวิตของเขาดีอยู่แล้ว

เราก็มีหน้าที่ทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น"


ดังนั้นใครก็ตามที่พูดว่าชีวิตของฉันดีอยู่แล้ว
ผมก็จะถามเขาว่า "ตอนนี้ชีวิตของคุณดีอย่างไร?"
เพื่อเป็นการทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา
และหากผมเห็นว่ามีช่องว่างตรงไหนที่ผมสามารถทำงาน
ทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นได้ ผมก็จะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นผ่านกระบวนการจิตวิทยา

ผมอยากจะเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ทำให้คนในประเทศเข้าใจว่า
หากคุณมีชีวิตดีอยู่แล้วคุณก็สามารถเข้ามาใช้บริการนักจิตวิทยาได้เช่นกัน

ครั้งแรกใช้สมอง ครั้งที่สองใช้หัวใจ

แต่ในทางกลับกัน สำหรับใครก็ตามที่ได้พูดคุยปัญหากัน
สิ่งที่ผมสังเกตได้ก็คือ การพูดคุยครั้งแรกมักจะเป็นการทำงานระดับความคิด หรือความเข้าใจ

ตัวอย่าง เช่น มีเคสบุคคลหนึ่งชื่อน้องใบตอง (นามสมมติ)
ปัญหาที่นำมาทำงานด้วยกันคือ เรื่องบุคลิกของตนเองขัดแย้งกับตำแหน่งและบริบทการทำงาน
สำหรับผมการพูดคุยครั้งแรกเป็นการทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา
แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร เช่น เป็นคนที่ลักษณะใจดี
ดังนั้นการที่ทำงานเป็นหัวหน้า เขาไม่อยากที่จะเป็นคนที่ดุ
เพราะเขามองว่านั่นไม่ใช่คุณค่าที่เขาได้ยึดถือ

จนสุดท้ายเมื่อได้พูดคุยกันเสร็จสิ้นทั้งหมด
ข้อสรุปที่ได้ก็คือ น้องใบตองเห็นและยอมรับได้ว่า
ผู้นำนั้นมีหลายแบบ และแต่ละแบบก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

โดยในการพูดคุยผมได้ยกตัวอย่างให้เห็นถึงคนเลี้ยงวัว
คนเลี้ยงวัวก็จะมีกลุ่มคนที่เลือกจะเดินนำหน้าวัวเพื่อกำหนดทิศทาง
หรือก็จะมีอีกกลุ่มเช่นกันที่เลือกที่จะเดินตามหลังวัว
แต่สุดท้ายก็สามารถนำพาวัวไปถึงจุดหมายได้เช่นกัน

ดังนั้นเราไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้กลายเป็นคนอีกคนหนึ่งก็ได้
การพูดคุยครั้งนั้นก็จบลง เขาเห็นว่าเขาสามารถเป็นผู้นำ
ในรูปแบบที่สามารถรักษาคุณค่าของเขาไว้ได้
มาถึงจุดนี้ทุกอย่างดูเหมือนจะจบอย่างสมบูรณ์

แต่เพราะเหตุผลที่ดูดีนั้นไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง
ดังนั้นแล้วการพูดคุยครั้งที่ 2 จึงจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น

โดยส่วนมากแล้วปัญหาที่พูดคุยหลังจากการพูดคุยครั้งแรกเสร็จสิ้น
การพูดคุยครั้งที่สองจะเป็นปัญหาระดับตัวตน เช่น
ฉันเป็นคนแบบนี้ ดังนั้น ฉันจึงไม่สามารถจะทำแบบนี้ได้

ปัญหาระดับตัวตนเป็นเรื่องของหัวใจไม่ใช่สมอง
หลาย ๆ ครั้งเรารู้ว่าเราต้องทำสิ่งนี้ถึงจะดีกับชีวิตของเรา
แต่เราก็ไม่สามารถที่จะทำได้
กลไกการรับมือที่เราใช้มาตลอดชีวิตมันไม่สามารถทำงานได้ในเหตุการณ์นี้

เพราะประสบการณ์ในอดีตกำลังขับเคลื่อนอยู่ในระดับของจิตใต้สำนึก
เพื่อไม่ให้เราเดินออกนอกเส้นทางที่เคยโปรแกรมไว้
เป็นการปกป้องเราจากอันตราย
แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการจำกัดการใช้ชีวิตของเราเช่นเดียวกัน

ข้อจำกัดทำให้เกิดการเติบโต

หลังจากผ่านวันนั้นไป 2 เดือนเราก็ได้พบเจอกันอีกครั้ง
ซึ่งครั้งนี้เราได้เจอกันเพราะผมได้ทำ Group session
และน้องใบตองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้เข้าร่วมกลุ่ม

โดยหัวข้อของกลุ่มในเดือนนี้ก็คือ toxic relationship
พบหลังจากจบกระบวนการกลุ่มน้องใบตองได้บอกว่า
เขาตระหนักถึงว่าสมารถที่เขากำลังรับมืออยู่นั้นคือ toxic relationship
และเขาต้องการจะจัดการเรื่องนี้

จนถึงวันที่ได้พูดคุยกัน
ซึ่งเราก็ได้พูดคุยกันปรกติเหมือนคนทั่วไป
โดยเริ่มต้น session ผมได้ถามเขาว่าเขาต้องการอะไร?
และเขาก็ได้ตอบกลับมาว่า "ผมต้องการทำให้คนอื่นเคารพผม"

แต่สิ่งที่ผมทำก็คือ ผมไม่ได้บอกแนวทางว่าต้องทำอย่างไร
ในทางกลับกันผมเลือกที่จะใช้เวลานานเกือบ 1 ชั่วโมงเพื่อทำความเข้าใจว่า


"ทำไมคุณถึงอยากได้ความเคารพจากคนอื่น"


หน้าที่ของนักจิตวิทยาจะทำงานเหมือนกระจกสะท้อน
ให้เขาเห็นว่าทำไมเขาถึงอยากได้สิ่งนี้?
ถ้าได้สิ่งนี้แล้วจะเป็นอย่างไร?
ปัญหาที่เกิดขึ้นจะหายไปจริง ๆ หรือ?

จนสุดท้ายพบก็พาเขาไปเจอว่าสิ่งที่เขาต้องการแท้จริงแล้วก็คือ
การที่เขาสามารถที่จะเคารพตัวตนของเขาได้
เพราะเมื่อไรก็ตามที่เขาสามารถเคารพตนเองได้
เขาก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรก็ได้กับเขา

ที่เหตุการณ์นี้สามารถเกิดขึ้นเพราะเขาไม่เคารพตนเอง
และเขาไม่เห็นคุณค่าในตัวของเขาเอง

แต่สิ่งที่ยากก็คือ เราจะไม่สามารถบอกเขาตรง ๆ ได้ว่าปัญหาคืออะไร
แต่เราจะต้องทำให้เขาเห็นเองและตระหนักเองให้ได้ว่า
จริง ๆ แล้วในเรื่องนี้ปัญหาไม่ได้มาจากคนอื่น
และแก่นแท้ของปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากตัวตนของเขาเอง

โดยเขาไม่เห็นปัญหาของการเป็นคนประณีประนอม
หรือเป็นคนใจดีตลอดมา
จนเขายอมขายวิญญาณของตัวเอง และกับมุมมองบางอย่างที่บิดเบี้ยว
เพื่อให้เขามีชีวิตรอดอยู่ได้ โดยหลีกเลี่ยงการปะทะ

มุมมองต่อโลกที่เปลี่ยนไป

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมด
เขาก็ได้เห็นว่าที่เขาเป็นเขาทุกวันนี้เกิดขึ้นมาจากประสบการณ์ในอดีต
หากเขาไม่ทำเช่นนี้แล้ว เขาก็อาจจะไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้

แต่เมื่อเขาเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา
และเขาเห็นความเป็นไปได้ ว่าเขาสามารถทำในสิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าเขาจะทำได้
เขาก็มีความหวังและพลังในการดำเนินชีวิตมากขึ้น
เขาสามารถยืดหยัดเพื่อตัวเขาเองได้

การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น

อย่ารีบงับเหยื่อ


“Problems are not the problem: coping is the problem.”

Virginia Satir"


เมื่อทำงานมาถึงจุดหนึ่ง
เราจะตระหนักรู้ได้ว่างานของเราไม่ใช่การให้สิ่งที่เขาบอกว่าเขาอยากได้

เช่น ในตัวอย่างของน้องใบตอง
หากผมแนะนำวิธีการทำให้เขาได้ความเคาระจากคนอื่น
และลึก ๆ แล้วเขาขาดความเคารพตนเอง

วีธีการมองโลกหรือวิธีการจัดการปัญหาของเขาก็จะยังเหมือนเดิม

ดังนั้นแล้ว การฟังอย่างลึกซึ้ง
การเข้าไปยืนอยู่ในโลกที่เขายืน เพื่อให้เข้าใจปัญหา
ว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไรนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากถึงมากที่สุด

เพราะหากวินิจฉัยผิดพลาดแล้ว
ถึงแม้ว่าจะได้ยาที่ดีที่สุดในโลกมา
ก็ไม่สามารถที่จะหายจากโรคที่เป็นอยู่ได้

กลับด้านบน
เขียนโดย กอปกฤษฏิ์ ทรายเขียว

นักจิตวิทยาการปรึกษาและผู้ก่อตั้ง homemade-counseling